เหมียวๆ มะนุด เราหิวแล้ว

ถ้าคุณต้องการให้เป็นอาหารสดทำเอง คุณควรเลือกให้มีสัดส่วนของโปรตีนสูง, ลดไขมันเสีย, คาร์โบไฮเดรต, น้ำตาล และโซเดียมลงให้ได้มากที่สุด ซึ่งอาหารที่เหมาะสมสำหรับแมวลดน้ำหนัก คือ เนื้อปลาทะเลสด, อกไก่, ไข่ และมันฝรั่ง เป็นต้น

หมอแมวเมียว

Master
หน้าแรก เกี่ยวกับแมว แมว ป่วย ไม่ กิน ข้าว

เรื่องราวเกี่ยวกับ: แมว ป่วย ไม่ กิน ข้าว

รีวิว โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา สุขุมวิท 55 (ซอย ทองหล่อ)

โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา สุขุมวิท 55 (ซอย ทองหล่อ)

โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขาสุขุมวิท 55 (ซอย ทองหล่อ) นั้น ก่อตั้งมานาน ยังเป็นสาขาเเรกของการก่อตั้ง ก่อนจะขยายไปยังสาขาอื่น เป็นที่น่าเชื่อถือ เปิดบริการตั้งเเต่ 08.00 – 20.00 เลยทีเดียว สะดวก ในการเดินทาง และ เนื่องจากทางโรงพยาบาล มีนโยบายในการรักษาสัตว์เลี้ยง ด้วยความเข้าอกเข้าใจคนรักสัตว์เป็นหลัก จึงทำให้เกิดการบอกต่อ และเป็นที่รู้จักอย่างเเพร่หลาย ของคนทั่วไปนั่นเอง


สถาน ที่ตั้ง เเละช่องทางติดต่อ 

สนใจไปรับบริการที่ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา สุขุมวิท 55 (ซอย ทองหล่อ) สามารถไปที่ สถานที่ตั้ง ตามนี้ได้เลย เดินทางสะดวก เเละพื้นที่กว้างขวาง

โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา สุขุมวิท 55 (ซอย ทองหล่อ)

205/19-20 ซอยทองหล่อ
(ระหว่างซอย 9 กับ11) ถนนสุขุมวิท 55,
แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

เบอร์โทร ติดต่อ : +662-712-6119
E-mail : info@thonglorpet.com


ทำไมถึงเลือกใช้บริการที่ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา สุขุมวิท 55 (ซอย ทองหล่อ)

เนื่องจากปัจจุบัน มีโรงพยาบาลแมวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลใหญ่หรือคลินิกรักษาแมว แต่สาเหตุที่เข้าไปใช้บริการจาก โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา สุขุมวิท 55 (ซอย ทองหล่อ) นั้น มีหลายปัจจัยอย่างเช่น

    1. เปิดบริการ 24 ชั่วโมง เราจึงมั่นใจได้ว่า เมื่อแมวของเราป่วย เราสามารถที่จะส่งไปรักษาได้ทันที ไม่ต้องรอเวลา เพราะอาจจะเสียโอกาสและทำให้แมวของเราอาการหนักมากกว่าเดิม
    2. โรงพยาบาลสะอาด และได้มาตรฐาน ซึ่งเรามั่นใจได้เลยว่า การนำแมวของเรา เข้าไปรับการรักษาจะสะอาดและปลอดเชื้อแน่นอน
    3. ทีมสัตวแพทย์ของโรงพยาบาล มีความชำนาญเฉพาะทาง ซึ่งเราสามารถมั่นใจได้เลยว่าการรักษาแมวของเรานั้น จะได้รับการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
    4. โรงพยาบาลได้รับมาตรฐานสากล ตามระบบ ISO และยังมีรางวัลการันตีต่างๆ อีกมากมาย ซึ่งทำให้มั่นใจได้เลยว่าโรงพยาบาลนั้น ได้คุณภาพตามมาตรฐานสากลเเน่นอน
    5. การรักษาของโรงพยาบาลนั้น เน้นการรักษาด้วยการใส่ใจ เข้าใจหัวอกของคนรักแมว ซึ่งทำให้การเข้าไปรักษาแมวทุกครั้ง ได้รับความสบายใจ และประทับใจอย่างมาก

ศูนย์ รักษา – บริการ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา สุขุมวิท 55 (ซอย ทองหล่อ)



หากต้องการหา โรงพยาบาลเพื่อรักษาแมว โปรดของท่าน หากท่านอยู่เเถว สุขุมวิท 55 (ซอย ทองหล่อ)
สามารถเข้าไปรับบริการ ขอแนะนำ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขานี้ได้เลย จากประสบการณ์โดยตรง จากผู้เข้าไปรับบริการ มั่นใจได้เลยว่า ท่านจะประทับใจ ในบริการ และ มาตฐานของ โรงพยาบาล อย่างเช่นเรา อย่างแแน่นอน

ที่คนค้นหาเกี่ยวกับเนื้อหานี้ :

รีวิว 5 อันดับ อาหารแมว สูตรรักษาระบบทางเดินอาหาร ที่ดีที่สุด

5 อาหารแมวสูตรรักษาระบบทางเดินอาหารผิดปกติ กินง่าย ย่อยง่าย ดูดซึมไว

ระบบทางเดินอาหารผิดปกติ” ถือเป็นหนึ่งในโรคยอดฮิตของน้องแมวเลยก็ว่าได้ โดยสาเหตุของโรคเกิดจากที่แมวกินอาหารอย่างอื่นที่ไม่ใช่อาหารของแมว รวมไปถึงความไวต่อการแพ้อาหาร, การติดเชื้อ หรือการขาดเอมไซม์ในการย่อย เป็นต้น โดยสายพันธุ์ที่มักจะมีปัญหาในเรื่องนี้มากที่สุด คือสายพันธุ์ สฟิงค์ และแร็กดอล สำหรับวิธีการรักษา แพทย์จะแนะนำให้แมวของคุณกินอาหารที่ย่อยง่าย เพื่อช่วยป้องกันการระคายเคืองในกระเพาะและลำไส้ อีกทั้งยังต้องดื่มน้ำอย่างเพียงพอ เพื่อป้องกันอาหารขาดน้ำนั่นเอง ดังนั้นเราจึงนำ 5 อาหารแมวสำหรับระบบทางเดินอาหาร มาบอกกัน

>> รวมรายการ อาหารแมวสูตรรักษาระบบทางเดินอาหารผิดปกติ ราคาถูก มีให้เลือกหลากหลาย  คลิกที่นี่ได้เลย


1.Hill’ s Prescription Diet อาหารแมวสูตร Gastrointestinal Biome Feline Chicken & Vegetable Stew ชนิดเปียก

เริ่มต้นด้วย Hill’ s Prescription Diet สูตร Gastrointestinal Biome Feline Chicken & Vegetable Stew ชนิดเปียกที่เหมาะสำหรับน้องแมวที่มีปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะระบบทางเดินอาหารที่มักจะแปรปรวนอยู่เสมอ ซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยการดูแลระบบสมดุลของจุลินทรีย์ในทางเดินอาหาร อาหารสูตรนี้จึงช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ทำให้การทำงานของระบบลำไส้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีสารอาหารครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นโอเมก้า 3 และกากใยอาหาร อีกทั้งยังช่วยให้ลำไส้ย่อยอาหารได้ดียิ่งขึ้นด้วย ราคาอยู่ที่ประมาณ 75 บาท

>> สั่งซื้อ Hill’ s Prescription Diet อาหารแมวสูตร Gastrointestinal Biome Feline Chicken & Vegetable Stew ชนิดเปียก ราคาถูกที่สุด  คลิก


2.Hill’ s Prescription Diet อาหารแมวสูตร Gastrointestinal Biome Feline

เป็นอาหารแมวสูตร Gastrointestinal Biome Feline ที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพของทางเดินอาหาร เหมาะสำหรับน้องแมวที่มีปัญหาในระบบทางเดินอาหารและระบบขับถ่าย โดยสูตรนี้จะช่วยให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหวเพื่อช่วยย่อยอาหารได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการทำงาน และกระตุ้นการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่ดีต่อระบบทางเดินอาหาร อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะทาง Hill’ s Prescription Diet ได้ใช้เทคโนโลยี S+OX SHIELDTM มาช่วยในการผลิต ส่งผลช่วยปรับสมดุลในระบบทางเดินปัสสาวะ และช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคนิ่วในแมวได้เป็นอย่างดี ราคาอยู่ที่ประมาณ 1,000 บาท

>> สั่งซื้อ Hill’ s Prescription Diet อาหารแมวสูตร Gastrointestinal Biome Feline สินค้าของแท้ 100% คลิก


3.Hill’ s Prescription Diet อาหารแมวสูตร Digestive Care i/d Feline

แมวของใครที่มีปัญหาระบบทางเดินอาหาร ต้องให้กินอาหารสูตรนี้เลย นั่นก็คือ Digestive Care i/d Feline ชนิดเปียก แบบกระป๋อง 5.5 oz. ซึ่งอาหารแมวสูตรนี้จะช่วยกระตุ้นระบบขับถ่ายให้กลับมาทำงานได้เป็นปกติสม่ำเสมอ และเอื้อต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ต่อระบบทางเดินอาหาร โดยไม่จำเป็นต้องใช้อาหารเสริมชนิดอื่นเข้าช่วย นอกจากนี้ สารอาหารยังดูดซึมง่าย ช่วยให้น้องแมวของคุณได้รับโภชนาการแบบครบถ้วนเต็มๆ และยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายได้ดีอีกด้วย จัดเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างมาก ราคาอยู่ที่ประมาณ 110 บาท ใครที่มองหาอาหารแมวกระป๋อง เปิดง่ายกินง่าย แถมช่วยแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด ต้อง Hill’ s Prescription Diet เท่านั้น

>> สั่งซื้อHill’ s Prescription Diet อาหารแมวสูตร Digestive Care i/d Feline แบบกระป๋อง 5.5 oz.ปลอดภัย คุณภาพดี ราคาถูก คลิก


4.Royal Canin อาหารแมวสูตร Gastro Intestinal

ต่อกันด้วยแบรนด์อาหารแมวที่คนส่วนใหญ่แนะนำ กับ Royal Canin สูตร Gastro Intestinal ชนิดแห้ง เหมาะสำหรับน้องแมวที่ถ่ายเหลว และมีการดูดซึมอาหารที่ผิดปกติ หรือแมวของใครที่เป็นโรคกระเพาะอักเสบ, ลำไส้อักเสบ และมีภาวะความอยากอาหารที่แปรปรวน ก็สามารถรับประทานได้เช่นเดียวกัน สำหรับสูตรนี้มีสารอาหารครบถ้วน โดยใช้แหล่งคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยง่ายจากข้าว เสริมด้วยน้ำมันปลาโอเมก้า 3 เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปกป้องทางเดินอาหาร คุณจึงมั่นใจได้เลยว่าแมวของคุณจะกลับมาร่าเริงสดใสและกินอาหารได้อีกครั้ง ราคาอยู่ที่ประมาณ 270 – 850 บาท

>> สั่งซื้อRoyal Canin อาหารแมวสูตร Gastro Intestinal ชนิดแห้ง คุณภาพสุดคุ้ม ราคาไม่แพง คลิก


5.Royal Canin อาหารแมวสูตร Gastro Intestinal (ชนิดเปียก)

ปิดท้ายด้วยสูตร Gastro Intestinal ชนิดเปียก เหมาะสำหรับน้องแมวที่มีปัญหาท้องเสียเรื้อรัง, อุจจาระร่วงเฉียบพลัน หรือโรคกระเพาะอักเสบ เป็นต้น โดยอาหารแมวสูตรนี้จะช่วยในการดูดซึมอาหารให้ดียิ่งขึ้น มาพร้อมสารอาหารที่ครบถ้วน ทั้งโอเมก้า 3, คาร์โบไฮเดรตจากข้าว และมีในอาหารจากหัวชูการ์บีท เพื่อช่วยในการทำงานของระบบทางเดินอาหาร ให้กลับมามีประสิทธิภาพอีกครั้ง นอกจากนี้ยังช่วยให้แมวของคุณกินอาหารได้มากขึ้น หมดกังวลเรื่องภาวะขาดสารอาหาร หรือขาดน้ำได้ ราคาอยู่ที่ประมาณ 60 บาท

>> สั่งซื้อ Royal Canin อาหารแมวสูตร Gastro Intestinal (ชนิดเปียก) ของแท้ ราคาถูก คลิก


สำหรับแมวของใครที่มีปัญหาระบบทางเดินอาหาร สามารถไปเลือกอาหารแมวตามที่เราแนะนำได้ อย่าลืมว่าโรคนี้มีความร้ายแรง เพราะหากสัตว์เลี้ยงไม่สามารถกินอาหารได้ตามปกติ ก็เสี่ยงที่จะป่วยหนักได้นั่นเอง

ที่คนค้นหาเกี่ยวกับเนื้อหานี้ :

รีวิว โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา รามอินทรา

โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา รามอินทรา

โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา รามอินทรา นั้น ก่อตั้งมานาน เป็นที่น่าเชื่อถือ และยังเป็น โรงพยาบาลสัตว์ แห่งแรกที่เปิดไห้บริการตลอด 24 ชั่วโมง การเดินทางสะดวกสบาย เเถมตั้งอยู่ที่ตีก 5 ชั้น และ เนื่องจากทางโรงพยาบาล มีนโยบายในการรักษาสัตว์เลี้ยง ด้วยความเข้าอกเข้าใจคนรักสัตว์เป็นหลัก จึงทำให้เกิดการบอกต่อ และเป็นที่รู้จักอย่างเเพร่หลาย ของคนทั่วไปนั่นเอง


สถาน ที่ตั้ง เเละช่องทางติดต่อ 

สนใจไปรับบริการที่ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา รามอินทรา สามารถไปที่ สถานที่ตั้ง ตามนี้ได้เลย เดินทางสะดวก เเละพื้นที่กว้างขวาง

โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา รามอินทรา

1492-492/1 ซอย รามอินทรา 50 ถนนรามอินทรา
แขวงคันนายาว เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร 10230

เบอร์โทร ติดต่อ : +662-948-5056-7
E-mail : info@thonglorpet.com


ทำไมถึงเลือกใช้บริการที่ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา รามอินทรา

เนื่องจากปัจจุบัน มีโรงพยาบาลแมวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลใหญ่หรือคลินิกรักษาแมว แต่สาเหตุที่เข้าไปใช้บริการจาก โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา รามอินทรา นั้น มีหลายปัจจัยอย่างเช่น

    1. เปิดบริการ 24 ชั่วโมง เราจึงมั่นใจได้ว่า เมื่อแมวของเราป่วย เราสามารถที่จะส่งไปรักษาได้ทันที ไม่ต้องรอเวลา เพราะอาจจะเสียโอกาสและทำให้แมวของเราอาการหนักมากกว่าเดิม
    2. โรงพยาบาลสะอาด และได้มาตรฐาน ซึ่งเรามั่นใจได้เลยว่า การนำแมวของเรา เข้าไปรับการรักษาจะสะอาดและปลอดเชื้อแน่นอน
    3. ทีมสัตวแพทย์ของโรงพยาบาล มีความชำนาญเฉพาะทาง ซึ่งเราสามารถมั่นใจได้เลยว่าการรักษาแมวของเรานั้น จะได้รับการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
    4. โรงพยาบาลได้รับมาตรฐานสากล ตามระบบ ISO และยังมีรางวัลการันตีต่างๆ อีกมากมาย ซึ่งทำให้มั่นใจได้เลยว่าโรงพยาบาลนั้น ได้คุณภาพตามมาตรฐานสากลเเน่นอน
    5. การรักษาของโรงพยาบาลนั้น เน้นการรักษาด้วยการใส่ใจ เข้าใจหัวอกของคนรักแมว ซึ่งทำให้การเข้าไปรักษาแมวทุกครั้ง ได้รับความสบายใจ และประทับใจอย่างมาก

ศูนย์ รักษา – บริการ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา รามอินทรา



หากต้องการหา โรงพยาบาลเพื่อรักษาแมว โปรดของท่าน หากท่านอยู่เเถว รามอินทรา สามารถเข้าไปรับบริการ ขอแนะนำ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขานี้ได้เลย จากประสบการณ์โดยตรง จากผู้เข้าไปรับบริการ มั่นใจได้เลยว่า ท่านจะประทับใจ ในบริการ และ มาตฐานของ โรงพยาบาล อย่างเช่นเรา อย่างแแน่นอน

ที่คนค้นหาเกี่ยวกับเนื้อหานี้ :

8 เรียนรู้อารมณ์แมวอย่างเข้าใจด้วย 4 ปัจจัยสำคัญ

8.เรียนรู้อารมณ์แมวอย่างเข้าใจด้วย 4 ปัจจัยสำคัญ

เชื่อว่าหนึ่งในเรื่องที่คนเลี้ยงแมวอยากจะรู้มากที่สุด คือ การสื่อสารกับแมวแบบใดจึงจะสามารถเข้าใจถึงความคิด, อารมณ์ และความรู้สึกในช่วงเวลานั้น ๆ ของแมวได้เป็นอย่างดี เพราะการสื่อสารจะช่วยทำให้เจ้าของสามารถเลี้ยงน้องแมวได้ง่ายมากขึ้น เป็นการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ทำให้การอยู่ร่วมกันมีความสุขมากขึ้น ดังนั้นถ้าคุณต้องการที่จะเข้าใจอารมณ์แมวอย่างชัดเจน ควรรู้ถึง 4 ปัจจัยสำคัญต่อไปนี้

1.สื่อสารผ่านหู

การสื่อสารผ่านหู คือ เมื่อแมวมีปฏิกิริยาด้านอารมณ์ต่าง ๆ จะแสดงออกผ่านทางหูได้อย่างชัดเจนด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะการเอียงและขยับหูไป-มา เป็นการทำให้เห็นถึงการเรียนรู้เสียงและพยายามที่จะวิเคราะห์ว่าเสียงที่ได้ยินนั้นเป็นอย่างไร  แต่ถ้าแมวกำลังผ่อนคลายอยู่ หูจะตั้งตรงตามปกติและอาจจะเอียงออกไปทางด้านข้างเล็กน้อย แต่ถ้าหูเริ่มถูกกดลงไปด้านข้างแบบต่ำขั้นสุด นั่นหมายถึงอาการกลัวและกำลังพยายามป้องกันตัวเอง นอกจากนี้การขยับหูไป-มาและตั้งตรงขึ้นยังหมายถึงความรู้สึกตื่นกลัว รู้สึกตกใจ จึงจำเป็นที่จะต้องขยับหูเพื่อให้รู้ทิศทางของสิ่งอันตรายที่กำลังจะมาถึงตัวเอง

2.หางก็บอกอารมณ์ได้

หางที่สามารถบอกอารมณ์ได้ คือ การแกว่งไป-มาทั้งซ้ายและขวาแบบช้า ๆ จะหมายถึงความรู้สึกที่เพลิดเพลินและกำลังผ่อนคลาย แต่ถ้าเมื่อใดที่หางเริ่มตีขึ้น-ลงอย่างแรงจะหมายถึงความรู้สึกไม่พึงพอใจและอาจจะป้องกันตัวด้วยการข่วนอีกด้วย หรือถ้าเป็นการยกหางขึ้นแบบโค้งสูงและมีการพองขนร่วมด้วย นั่นหมายถึงกำลังเตรียมพร้อมจะสู้เพื่อป้องกันตัวเอง  นอกจากนี้การควงหางจนแทบจะเป็นวงกลมแบบรุนแรง ก็จะหมายถึงอาการกลัวจนเครียดและพร้อมสู้ด้วยเช่นกัน

3.สายตาพิฆาต

สายตาพิฆาตของน้องเหมียว ไม่ได้มีไว้เพื่อการมองแรง! เท่านั้น แต่ยังเป็นการสื่อสารให้เจ้าของได้รู้ถึงความสุข ความผ่อนคลาย การอยากเล่น หรือความรู้สึกกลัวกับกำลังโกรธได้ครบถ้วนเช่นกัน ดังนั้นคุณจึงต้องสังเกตให้ดี ถ้าน้องแมวมีอาการตาปรือ กระพริบตาช้า ๆ จะหมายถึงกำลังเพลิดเพลิน รู้สึกพึงพอใจและมีความสุข แต่ถ้าตาเบิกโพลงกว้างจะหมายถึงความรู้สึกตกใจกลัว นอกจากนี้การจ้องมองสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นพิเศษและมองอย่างตั้งใจ จะหมายถึงความกังวลและความหวาดกลัวด้วยเช่นกัน

4.ปากก็สื่อสารได้

ปากและจมูกของน้องแมวสามารถสื่อสารให้คุณรู้ได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งถ้าแมวของคุณกำลังรู้สึกสบายใจและมีความสุข หนวดจะมีการเคลื่อนไหวเองแบบเป็นอิสระและน้องแมวมักจะเลียขนข้างปากของตัวเองแบบสบายใจ หนวดจะถูกดึงเข้ามาชิดกับใบหน้า แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่รู้สึกกลัวหรือวิตกกังวล หนวดของแมวจะกางออกและริมฝีปากปิดสนิท แต่ถ้าเครียดหนักขึ้นจะเริ่มเลียปากบ่อยครั้ง โดยจะเป็นการแลบลิ้นออกมาเลียจมูกบ่อย ๆ ให้เห็นอย่างชัดเจน

ถ้าคุณต้องการเป็นเจ้าของน้องแมวอย่างเข้าใจ คุณควรสื่อสารให้ได้ด้วยทั้ง 4 ปัจจัยนี้ เรียนรู้ให้เข้าใจทั้งการสื่อสารและการแสดงออกทางพฤติกรรม คุณก็จะสามารถเข้าถึงความต้องการของน้องแมวได้มากขึ้นและช่วยทำให้คุณกับน้องแมวใช้ชีวิตที่มีความสุขร่วมกันได้แน่นอน!

ที่คนค้นหาเกี่ยวกับเนื้อหานี้ :

6 เรื่องสำคัญของมือใหม่หัดเลี้ยงแมว เรียนรู้ก่อนมีเจ้านายตัวจริง

6 เรื่องสำคัญของมือใหม่หัดเลี้ยงแมว เรียนรู้ก่อนมีเจ้านายตัวจริง

คำเคลมที่ว่า “คุณไม่ได้เลี้ยงแมว แต่แมวต่างหากที่เลือกเจ้าของเอง” ไม่ใช่เป็นแค่การพูดลอย ๆ แบบไร้เหตุผล เพราะแม้แต่นักวิจัยเกี่ยวกับแมวก็ยังมีการแสดงผลว่าต่อให้คุณซื้อแมวพันธุ์มาเลี้ยง แต่ถ้าแมวไปเจอคนอื่นที่ถูกใจมากกว่าก็พร้อมจะย้ายบ้านไปอยู่กับคน ๆ นั้นทันที! ดังนั้นถ้าคุณเป็นมือใหม่ที่กำลังจะเลี้ยงแมวและเลี้ยงได้อย่างราบรื่น สามารถมัดใจแมวได้ ลองมาดู 6 เรื่องสำคัญของมือใหม่หัดเลี้ยงแมวที่คุณควรรู้ ดังนี้

1.ความสะอาดมาที่ 1

แมวเป็นสัตว์ที่รักความสะอาดเป็นอย่างมาก ดังนั้นคุณจะต้องเน้นเรื่องความสะอาดมาเป็นที่ 1 ไม่ว่าจะเป็นที่นอน, ที่ให้อาหาร, น้ำดื่ม หรือกระบะทราย ทุกส่วนจะต้องสะอาดทั้งหมด ไม่เช่นนั้นอาจทำให้น้องแมวรู้สึกเครียดจนพฤติกรรมเปลี่ยนและหนีคุณไปในที่สุด

2.วัคซีนต้องครบ

อีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่คุณควรรู้ก่อนรับน้องแมวมาเลี้ยง คือ เมื่อได้แมวมาแล้ว ควรทำการฉีดวัคซีนให้ครบตามช่วงเวลาที่สัตวแพทย์แนะนำ โดยจะมีทั้งวัคซีนหลักและวัคซีนที่คุณเลือกได้ สำหรับวัคซีนหลักที่คุณควรฉีดให้กับแมว คือ โรคหวัดแมว, ไวรัสไข้หัดแมว และไวรัสมะเร็งเม็ดเลือดขาว ที่ถือว่าเป็นโรคน่ากลัวและแมวก็มักจะเป็นโรคเหล่านี้บ่อยครั้งมากที่สุด

3.ค่อยเป็นค่อยไป

เมื่อคุณรับแมวมาเลี้ยงแล้ว ควรปล่อยให้แมวสำรวจห้องต่าง ๆ ภายในบ้านอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ควรดุหรือทำท่าทีทำร้ายแมวตั้งแต่วันแรก ๆ ที่รับมาเลี้ยงเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นอาจทำให้แมวรู้สึกกลัวและไม่ไว้วางใจคุณอีกต่อไป

4.ไม่บังคับหรือฝืนใจ

ถ้าคุณเจอกับแมวในวันแรก ๆ ไม่ควรบังคับหรือฝืนใจให้ต้องถูกกอด, นอนด้วยกัน รวมไปถึงการใส่ปลอกคอ, เสื้อ และบังคับทำเรื่องต่าง ๆ ที่อาจจะทำให้แมวรู้สึกเครียดมากยิ่งขึ้น เพราะการเปลี่ยนที่อยู่ใหม่และการได้เจ้าของใหม่เป็นประสบการณ์ที่แมวยังไม่เคยเจอมาก่อน จึงก่อให้เกิดความเครียดและวิตกกังวลง่ายเลยทีเดียว

5.เลี้ยงระบบปิด แต่ต้องมีกิจกรรม

การเลี้ยงระบบปิดถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะช่วยป้องกันอันตรายในหลาย ๆ ด้าน แต่ก็ควรจะต้องมีกิจกรรมภายในบ้านที่ทำให้น้องแมวได้ออกกำลังกายและไม่รู้สึกเบื่อหน่าย ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคร้ายในอนาคต

6.สร้างความสัมพันธ์ที่ดี

เมื่อคุณรับแมวมาเลี้ยงประมาณ 3-5 วันแล้ว ให้คุณค่อย ๆ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับแมวไปเรื่อย ๆ ด้วยการให้ขนม, การลูบหัว, การแปรงขน และร่วมเล่นไปกับน้องแมว เพื่อทำให้แมวของคุณรู้สึกไว้วางใจมากขึ้น

สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาจะรับแมวมาเลี้ยงและเป็นมือใหม่ที่ยังไม่เคยผ่านการเลี้ยงแมวมาก่อน คุณควรรู้ทั้ง 6 เรื่องนี้ พร้อมไปด้วยการเตรียมของเกี่ยวกับแมวให้พร้อม ที่สำคัญคือคุณจะต้องรักและดูแล พร้อมให้อภัย ใจเย็นมากที่สุด เพื่อทำให้คุณและแมวสามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

ที่คนค้นหาเกี่ยวกับเนื้อหานี้ :

รีวิว โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา พระราม 5

โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา พระราม 5

โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา พระราม 5 นั้น ก่อตั้งมานาน เป็นที่น่าเชื่อถือ และยังเป็นโรงพยาบาลสัตว์แห่งแรกที่เปิดไห้บริการตลอด 24 ชั่วโมง และ เนื่องจากทางโรงพยาบาล มีนโยบายในการรักษาสัตว์เลี้ยง ด้วยความเข้าอกเข้าใจคนรักสัตว์เป็นหลัก จึงทำให้เกิดการบอกต่อ และเป็นที่รู้จักอย่างเเพร่หลาย ของคนทั่วไปนั่นเอง


สถาน ที่ตั้ง เเละช่องทางติดต่อ 

สนใจไปรับบริการที่ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา พระราม 5   สามารถไปที่ สถานที่ตั้ง ตามนี้ได้เลย เดินทางสะดวก เเละพื้นที่กว้างขวาง

31/7 ถนนนครอินทร์ ตำบลบางขุนกอง
อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี 11130

เบอร์โทร ติดต่อ : +662-079-9990
E-mail : info@thonglorpet.com


ทำไมถึงเลือกใช้บริการที่ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา พระราม 5

เนื่องจากปัจจุบัน มีโรงพยาบาลแมวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลใหญ่หรือคลินิกรักษาแมว แต่สาเหตุที่เข้าไปใช้บริการจาก โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา พระราม 5  นั้น มีหลายปัจจัยอย่างเช่น

    1. เปิดบริการ 24 ชั่วโมง เราจึงมั่นใจได้ว่า เมื่อแมวของเราป่วย เราสามารถที่จะส่งไปรักษาได้ทันที ไม่ต้องรอเวลา เพราะอาจจะเสียโอกาสและทำให้แมวของเราอาการหนักมากกว่าเดิม
    2. โรงพยาบาลสะอาด และได้มาตรฐาน ซึ่งเรามั่นใจได้เลยว่า การนำแมวของเรา เข้าไปรับการรักษาจะสะอาดและปลอดเชื้อแน่นอน
    3. ทีมสัตวแพทย์ของโรงพยาบาล มีความชำนาญเฉพาะทาง ซึ่งเราสามารถมั่นใจได้เลยว่าการรักษาแมวของเรานั้น จะได้รับการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
    4. โรงพยาบาลได้รับมาตรฐานสากล ตามระบบ ISO และยังมีรางวัลการันตีต่างๆ อีกมากมาย ซึ่งทำให้มั่นใจได้เลยว่าโรงพยาบาลนั้น ได้คุณภาพตามมาตรฐานสากลเเน่นอน
    5. การรักษาของโรงพยาบาลนั้น เน้นการรักษาด้วยการใส่ใจ เข้าใจหัวอกของคนรักแมว ซึ่งทำให้การเข้าไปรักษาแมวทุกครั้ง ได้รับความสบายใจ และประทับใจอย่างมาก

ศูนย์ รักษา – บริการ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา พระราม 5

หากต้องการหา โรงพยาบาลเพื่อรักษาแมว โปรดของท่าน หากท่านอยู่เเถว พระราม 5  สามารถเข้าไปรับบริการ ขอแนะนำ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขานี้ได้เลย จากประสบการณ์โดยตรง จากผู้เข้าไปรับบริการ มั่นใจได้เลยว่า ท่านจะประทับใจ ในบริการ และ มาตฐานของ โรงพยาบาล อย่างเช่นเรา อย่างแแน่นอน

ที่คนค้นหาเกี่ยวกับเนื้อหานี้ :

รวมวิธีดูแลแมว เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง พร้อมอาหารแนะนำ

แมวเป็นโรคผิวหนังเรื้อรังต้องดูแลอย่างไร ให้อาหารแบบไหนจึงจะเหมาะสม

โรคผิวหนังที่เกิดขึ้นในแมวมีด้วยกันหลากหลายสาเหตุ เพราะเชื้อที่ติดอยู่บนผิวหนังจะมีทั้งเชื้อรา, เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อโรคอีกหลายชนิด รวมไปถึงโรคผิวหนังที่เกิดจากปรสิตและอีกหลายปัจจัยที่จะทำให้ผิวหนังของแมวได้รับความเสียหาย แม้จะไม่ใช่โรคร้ายแรงที่จะถึงแก่ชีวิต แต่ก็สร้างความลำบากและความรำคาญให้แมวของคุณได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งถ้าแมวของคุณกำลังเผชิญปัญหาโรคผิวหนังอยู่ สามารถศึกษารายละเอียดของโรคต่อได้จากภายในบทความนี้

สิ่งที่ควรเข้าใจเกี่ยวกับแมวที่เป็นโรคผิวหนัง

การเกิดโรคผิวหนังภายในแมวจะมีด้วยกันหลายประเภท เพราะการติดเชื้อจนกลายมาเป็นการสร้างความเสียหายต่อทั้งขนและผิวหนัง ซึ่งมักจะเกิดกับแมวที่มีสุขภาพผิวไม่ดีหรือแมวที่ใช้ชีวิตนอกบ้าน แล้วเสี่ยงต่อการนำเชื้อต่าง ๆ ติดขนตามมา รวมไปถึงการอยู่อาศัยในพื้นที่ไม่สะอาดและแมวบางแสนพันธุ์ก็อาจมีปัญหาโรคผิวหนังเฉพาะ เนื่องมาจากขนที่ยาวผิดปกติ ทั้งยังบ่งบอกได้ถึงการเป็นโรคอื่น ๆ อีกด้วย ซึ่งโรคผิวหนังที่สามารถพบได้บ่อยภายในแมวจะมีด้วยกัน 4 ประเภท คือ

1.เชื้อรา

ปัญหาเชื้อราบนผิวหนังของแมวจะถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ เชื้อรากลุ่มยีสต์และเชื้อรากลุ่มกลาก ซึ่งเชื้อในกลุ่มยีสต์นั้นจะพบได้บ่อยครั้งที่สุดบนผิวของแมว สามารถเกิดได้ทั้งจากโรคภูมิแพ้ผิวหนัง เมื่อภูมิคุ้มกันร่างกายของแมวลดต่ำลง  ความผิดปกติของการทำงานภายในฮอร์โมน ความผิดปกติจากการติดเชื้อไวรัส  Malassezia pachydermatis และเชื้อ Candida spp จึงทำให้ผิวมีอาการอักเสบ บวมแดง และเป็นสะเก็ด ซึ่งเชื้อตัวนี้จะติดต่อสู่แมวด้วยกันและติดต่อสู่มนุษย์อีกด้วย ส่วนกลุ่มของอาการกลากหรือที่เรียกว่า Ring Worm จะมีลักษณะขึ้นมาเป็นดวง มีสีแดง และทำให้ขนร่วง มีสะเก็ดคล้ายแผลปกคลุมอยู่และสามารถติดสู่คนได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งการรักษานั้นจะต้องใช้ยาทาเฉพาะอย่างต่อเนื่อง จะช่วยทำให้อาการดีขึ้นหรือพาแมวมารับวัคซีนก็จะช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ได้ดี

2.เชื้อแบคทีเรีย

กลุ่มโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย มักจะพบได้มากในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นที่นอน, ภาชนะใส่อาหาร, ของเล่น และของใช้ต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งเชื้อที่พบบ่อยจะมีอยู่ด้วยกันหลายกลุ่ม แต่ที่เด่นที่สุด คือ กลุ่มของเชื้อ Staphylococcus, Coagulase-negative Staphylococci และ Micrococcus เป็นต้น ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาผิวหนังจากเชื้อของกลุ่มแบคทีเรียเหล่านี้ คุณจำเป็นที่จะต้องพาแมวไปพบสัตวแพทย์ เพื่อรับยามาใช้ให้เหมาะสมต่อเชื้อแบคทีเรีย นอกจากนี้ยังสามารถพบเชื้อแบคทีเรียภายในช่องปากของแมวได้อีกด้วย ซึ่งการแสดงอาการนั้นจะแสดงออกในรูปแบบของการคันและการระคายเคือง แมวจะเกาหรือกัดบริเวณที่คันจนเป็นแผลและอาจจะทำให้เกิดปัญหาการติดเชื้อที่รุนแรงมากขึ้น

3.เชื้อจากปรสิต

เชื้อที่มาจากปรสิต คือ เห็บและหมัด แต่สำหรับแมวแล้วมักจะมีปัญหาเรื่องหมัดแมวเป็นหลัก ซึ่งหมัดแมวจะค่อนข้างตัวเล็กและวิ่งเร็ว จึงทำให้การกำจัดเป็นไปได้ยากกว่าหมัดของน้องหมา แต่ไม่ว่าจะเป็นมัดของสัตว์เลี้ยงประเภทใดก็ตาม ต่างก็ทิ้งปัญหาเรื่องอาการคันและอาการของโรคผิวหนัง ที่จะทำให้ขนหลุดร่วงง่าย ซึ่งน้ำลายหมัดจะทำให้ผิวหนังอักเสบ เกิดอาการคัน และทำให้สูญเสียเลือดในแมวมากขึ้น ทั้งยังทำให้แมวเสี่ยงต่อการเป็นโรคพยาธิได้อีกด้วย

4.ภาวะภูมิแพ้

สำหรับแมวที่เป็นภูมิแพ้สามารถเกิดอาการโรคผิวหนังจากภาวะของภูมิแพ้ได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งจะเกิดได้จากหลายปัจจัย  แม้กระทั่งภาชนะที่ใส่อาหารก็อาจก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ต่อแมวได้ด้วยเช่นกัน แต่รูปแบบการเกิดภูมิแพ้ผิวหนังจะมีอาการบวมร่วมด้วย โดยจะคันช่วงบริเวณอุ้งเท้า, รอบตา, รอบปาก, หน้าท้อง, ใต้คาง และรักแร้ เป็นต้น มาพร้อมกับสะเก็ดแผลหรือมีลักษณะคล้ายกับรังแคและมีอาการบวมตามจุดต่าง ๆ ที่คัน ซึ่งถ้ารักษาอย่างถูกจุดก็จะหายเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว

แมวเป็นโรคผิวหนังเกิดจากอะไร?

สำหรับโรคผิวหนังในแมวนั้น มีปัจจัยที่แตกต่างกันออกไปหลายด้าน โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคผิวหนังจะมีดังต่อไปนี้
  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่มีความผิดปกติอย่างรวดเร็ว
  • แมวมีภาวะของสุขภาพผิวหนังไม่ดีมาอยู่แล้ว
  • เกิดอาการโรคภูมิแพ้หรือเป็นช่วงที่ภูมิคุ้มกันแมวต่ำลง
  • มีการติดเชื้อแบคทีเรียบางประเภทบนขนและผิวหนัง
  • เจ้าของแมวไม่ค่อยรักษาความสะอาดของพื้นที่อยู่อาศัย แมวจึงติดเชื้อได้ง่าย
  • ติดเชื้อจากสภาพแวดล้อมรอบด้าน เช่น ที่นอน, ของเล่น, ของใช้, เสื้อผ้า และกระบะทราย เป็นต้น
  • การเป็นโรคแทรกซ้อนจากโรคอื่น
  • ติดเชื้อปรสิตจากภายนอกบ้านอย่างหมัดแมว
  • แมวบางสายพันธุ์มีปัญหาเรื่องผิวหนังมาโดยเฉพาะ
  • เกิดปัญหาโรคเรื้อนหรือไรที่ติดต่อมาจากแมวด้วยกัน

อาการของโรคผิวหนังในแมว

อาการของโรคผิวหนังในแมวจะแสดงออกมาคล้ายคลึงกัน คือ อาการคันและเกา แต่ก็มีบางอาการที่แตกต่างกัน ดังนี้
  • มีอาการตื่นตัวตลอดเวลา เพราะรู้สึกคันผิวหนังจนต้องเกาทั้งวัน
  • ปรากฏเป็นจุดสีแดงและมีสะเก็ดคล้ายรังแคอย่างเห็นได้ชัด
  • ขนร่วงเป็นจำนวนมาก
  • อาการของโรคจะแตกต่างกันไปตามแต่ละประเภทของเชื้อที่แมวติดมา ถ้าอาการหนักขึ้นจะมีตุ่มผื่นหรือหนองได้
  • ถ้าเป็นการติดเชื้อจากหมัดแมว จะทำให้แมวลุกขึ้นมาเกาและกัดขนตามส่วนต่าง ๆ ที่มีหมัดแมวอยู่ตลอดเวลา
  • มีอาการเกาที่ใบหูเพราะเกิดจากไรหู
  • ถ้าอาการหนักขึ้นอาจทำให้แมวซึมลงและไม่ยอม กินอาหาร

แมวเป็นโรคผิวหนัง ควรดูแลอย่างไร

ถ้าคุณตรวจพบว่าแมวเป็นโรคผิวหนังจริง การดูแลถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งการดูแลแมวที่มีอาการโรคผิวหนังควรทำดังนี้
  • ทำความสะอาดขนและผิวแมวด้วยการอาบน้ำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
  • เลือกใช้แชมพูหรือน้ำยาอาบน้ำสูตรยา เพื่อฆ่าเชื้อโรคและหมัดแมว
  • หลังการอาบน้ำ ควรรีบเป่าขนให้แห้งทันที เพื่อป้องกันการเกิดเชื้อรา
  • ทำความสะอาดพื้นที่อยู่อาศัยของแมวทุกจุดและลงน้ำยาฆ่าเชื้อเสมอ เพื่อลดการติดเชื้อ
  • ถ้าพาไปพบสัตวแพทย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ควรใช้ทั้งยาทาและยากินให้ตรงตามที่สัตวแพทย์สั่งไว้
  • ควรเลี้ยงแบบระบบปิด ไม่ควรให้แมวออกนอกบ้านเด็ดขาด เพื่อป้องกันการติดเชื้อเพิ่ม

อาหารที่เหมาะสำหรับแมวที่เป็นโรคผิวหนัง เป็นอาหารแบบไหน ให้อาหารอะไรได้บ้าง

อาหารถือว่ามีส่วนสำคัญต่อแมวที่เป็นโรคผิวหนังด้วยเช่นกัน เพราะถ้าได้รับอาหารอย่างถูกต้อง ย่อมทำให้บรรเทาอาการ ของโรคได้ดีและยังช่วยเสริมให้การรักษาเป็นไปอย่างได้ผลดี ซึ่งอาหารที่เหมาะสมสำหรับแมวเป็นโรคผิวหนัง คือ

1.อาหารสูตรเฉพาะ

อาหารสูตรเฉพาะสำหรับแมวเป็นโรคผิวหนัง จะถูกระบุว่าเป็น Skinfood sensitive เพื่อการฟื้นฟูขนและผิวหนังโดยเฉพาะ ทั้งยังเหมาะสำหรับแมวที่มีปัญหาผิวแพ้ง่าย โดยจะเป็นอาหารที่ถูกทำขึ้นมาด้วยโภชนาการที่ถูกต้อง เพิ่มเติมระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกาย ย่อยสลายได้ง่ายและช่วยทำให้ระบบขับถ่ายเป็นอย่างคล่องตัว โดยการเสริมไฟเบอร์และกรดตามธรรมชาติที่เป็นประโยชน์ มีการจำกัดทั้งโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตอย่างเหมาะสม ซึ่งโปรตีนนั้นเลือกใช้เป็นโปรตีน Hidrolite เสริมด้วยวิตามินและหลีกเลี่ยงสารที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้อย่างกลูเตน แลคโตส และโปรตีนถั่วเหลือง รวมไปถึงสารกันบูด ทั้งยังเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ มีให้เลือกทั้งแบบอาหารเม็ดและอาหารเปียก ที่คุณจะสามารถเลือกซื้อได้เหมาะสมต่อความชื่นชอบของน้องแมว

2.อาหารสำหรับแมวเป็นภูมิแพ้

หนึ่งในอาหารที่จะใช้ร่วมกับการรักษาแมวที่เป็นโรคผิวหนัง คือ อาหารลดอาการภูมิแพ้ผิวหนัง โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นอาหารแบบ Organic และมีการจำกัดเรื่องของสารอาหารจำเป็นต่าง ๆ เพิ่มโปรตีนและพลังงานให้กับร่างกาย พร้อมเป็นตัวช่วยลดอาการระคายเคือง เลือกใช้เป็นไฟเบอร์หรือเซลลูโลสจากธรรมชาติ พร้อมไปด้วยวิตามินต่าง ๆ และน้ำมันจากธรรมชาติ เพื่อเสริมให้ภูมิคุ้มกันของร่างกาย สามารถต้านเชื้อต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีอาหารแบบผสมสมุนไพรที่ช่วยทำให้การขับถ่ายของเสียภายในร่างกายแมวได้เป็นอย่างดีเยี่ยม ทั้งยังบำรุงให้ผิวแข็งแรงและขนชุ่มชื้นเงางามอีกด้วย

3.อาหารปรุงเอง

ถ้าคุณเลือกเป็นอาหารปรุงเอง ควรจำกัดเรื่องของโปรตีน, คาร์โบไฮเดรต และสารอาหารอื่น ๆ ให้เหมาะสมต่อแมวของคุณให้มากที่สุด หลีกเลี่ยงการใช้โปรตีนย่อยยากและคาร์โบไฮเดรตที่มากจนเกินไป นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงนม, ไข่ และธัญพืช รวมไปถึงอาหารที่มีทั้งสารแต่งเติมและสีสังเคราะห์ เพราะน้องแมวอาจจะแพ้ได้ทั้งหมด ที่สำคัญคืออาหารเหล่านี้ยังไปกระตุ้นทำให้อาการติดเชื้อผิวหนังรุนแรงมากขึ้นได้อีกด้วย คุณจึงควรเตรียมเป็นเนื้อปลาที่จะช่วยทำให้ย่อยและดูดซึมสารอาหารได้ง่าย ทั้งยังเลือกใช้สารอาหารจากพืชผักที่ช่วยบำรุงขนกับผิวหนังได้เป็นอย่างดี

สิ่งที่ควรป้องกัน เพื่อไม่ให้แมวเป็นโรคผิวหนัง

ถ้าคุณไม่ต้องการให้น้องแมวเสี่ยงเป็นโรคผิวหนัง ที่อาจจะติดต่อไปสู่แมวด้วยกันหรือแม้แต่คนเลี้ยง คุณจึงควรใช้วิธีป้องกันดังต่อไปนี้
  • พาแมวของคุณไปตรวจสุขภาพและตรวจเพาะเชื้อผิวหนังกับสัตวแพทย์เป็นประจำทุกปี
  • ทำความสะอาดที่นอนและพื้นที่อยู่อาศัยของแมวเป็นประจำทุกวัน
  • ของใช้แมวทุกชิ้นควรซักล้างทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้ออยู่เสมอ
  • ใช้แชมพูหรือน้ำยาอาบน้ำสำหรับฆ่าเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียในตัวแมวโดยเฉพาะ
  • ถ้าแมวมีหมัดให้ใช้แชมพูหรือน้ำยาสูตรขจัดหมัดแมวโดยเฉพาะ
  • ใช้น้ำยาสูตรสมุนไพรหมักผิวและขนแมวร่วมกับการอาบน้ำทุกครั้ง
  • ควรเลี้ยงแบบระบบปิด เพื่อป้องกันไม่ให้แมวติดเชื้อจากภายนอก
  • ติดตามดูผิวของแมวให้ดี ถ้าเกิดเป็นแผลและมีอาการคัน ควรรีบรักษาทันที
  • เลือกอาหารสูตรเฉพาะที่เหมาะสมสำหรับแมวมีปัญหาผิวบ่อยครั้ง เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาโรคผิวหนังก่อนจะลุกลามมากขึ้น

แม้ว่าแมวเป็นโรคผิวหนังจะไม่ทำให้เสี่ยงอันตรายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ แต่อาการที่เกิดขึ้นจากโรคผิวหนังจะทำให้การใช้ชีวิตประจำวันมีอุปสรรคและอาจพาให้แมวของคุณติดเชื้อจนมีโรคอื่นแทรกซ้อนขึ้นมาได้ ดังนั้นการดูแลความสะอาดจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก ถ้าคุณต้องการให้แมวที่รักมีความสุขและอยู่กับคุณไปได้อย่างยาวนาน ไม่ต้องทนกับโรคผิวหนังที่อาจก่อให้เกิดความรำคาญใจและความเครียดต่อแมวได้ คุณควรพาไปพบสัตวแพทย์ ดูแลเรื่องอาหาร การอยู่อาศัย และทำตามที่ภายในบทความนี้ได้บอกไว้ เพื่อทำให้ทั้งคุณและแมวอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข


ที่คนค้นหาเกี่ยวกับเนื้อหานี้ :

วิธีดูแล แมวเป็นโรคนิ่ว และการให้อาหารที่เหมาะสมที่สุด

แมวเป็นโรคนิ่วเกิดจากอะไร ควรดูแลแบบไหน ให้อาหารอะไรเหมาะที่สุด

โรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะไม่ได้เกิดเพียงเฉพาะแค่มนุษย์เท่านั้น แต่สามารถเกิดได้ในสัตว์เลี้ยงด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะน้องแมวเพศผู้ที่จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคนิ่วได้สูงกว่าแมวเพศเมีย ซึ่งถ้าไม่ได้รับการ รักษาและการดูแลอย่างถูกต้อง อาจทำให้แมวต้องทนทรมานต่ออาการฉี่ไม่ออกและอาการข้างเคียงต่าง ๆ จนอาจเสียชีวิตได้ในที่สุด ดังนั้นถ้าคุณไม่อยากให้แมวสุดที่รักต้องเผชิญกับโรคนี้ ควรดูแลให้ดี เพื่อให้แมวของคุณอยู่สร้างความน่ารักได้ยาวนานมากยิ่งขึ้น

สิ่งที่ควรเข้าใจเกี่ยวกับแมวที่เป็นโรคนิ่ว

โรคนิ่วในแมวจะมีความคล้ายคลึงกับโรคนิ่วของมนุษย์ คือ จะเกิดตรงช่วงทางเดินปัสสาวะ จึงทำให้เกิดอาการอย่างเห็นได้ชัดจากการที่แมวไม่ค่อยฉี่หรืออาจจะไม่ฉี่เลยทั้งวัน เกิดเป็นความรู้สึกทรมานจนไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ซึ่งนิ่วนั้นจะถูกแบ่งออกตามสภาวะและปัจจัยต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน เช่น ความเข้มข้นของแร่ธาตุ, การเกิดผลึก เกลือจากการตกค้างที่ทางเดินปัสสาวะ, มีระดับของกรดและด่างที่ทำให้การตกผลึกเป็นไปอย่างง่ายดาย, กลไกของร่างกายทำงานผิดปกติ จึงทำให้เกิดการตกผลึกเกลือที่มากขึ้น และมีปัจจัยอีกหลากหลายที่สัตวแพทย์ยังไม่สามารถวินิจฉัยได้อย่างแน่ชัด เพราะอาจจะเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่เร่งปฏิกิริยาให้เกลือมีความเข้มข้นภายในปัสสาวะสูง จนนำมาสู่การเป็นนิ่วได้ด้วยเช่นกัน

แต่ในปัจจุบันทางสัตวแพทย์ได้มีการแบ่งนิ่วออกตามแร่ธาตุ เพื่อการวินิจฉัยโรคอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยมีถึง 8 ชนิดด้วยกัน คือ

  • แมกนีเซียมแอมโมเนียมฟอสเฟต (struvite) หรือ MAP
  • แคลเซียมฟอสเฟต (CaPo)
  • แคลเซียมออกซาเลต (CaOx)
  • Urate
  • Silica
  • Mixed
  • Compound
  • Cystine

แร่ธาตุที่มักจะถูกพบภายในปัสสาวะของแมวที่เป็นโรคนิ่ว จะมีเพียงแค่ 2 ชนิด คือ MAP และ CaOx ที่เมื่อเป็นแล้วก็อาจจะมีอัตราของการกลับมาเป็นซ้ำอีกครั้งได้สูงเลยทีเดียว คุณจึงควรรู้รายละเอียดของนิ่วทั้ง 2 ชนิดนี้ให้มากขึ้น

1.แมกนีเซียมแอมโมเนียมฟอสเฟต

แมกนีเซียมแอมโมเนียมฟอสเฟต (struvite) หรือ MAP เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิดที่ทำให้ทางเดินปัสสาวะเกิดนิ่วที่มีผิวเรียบและมักจะขึ้นมาหลายก้อน แล้วขวางทางเดินของระบบปัสสาวะ โดยจะมีรูปร่างที่คล้ายกับก้อนหินหรือก้อนกรวด สำหรับการรักษาสามารถให้เป็นยาปฏิชีวนะเพื่อการขจัดก้อนนิ่วและช่วยลดโอกาสที่นิ่วจะกลับมาอีกครั้ง

2.แคลเซียมออกซาเลต

แคลเซียมออกซาเลต หรือ CaOx จะพบได้มากในแมวเพศผู้ โดยเฉพาะแมวที่มีอายุช่วงกลางไปจนถึงแมวอายุมาก เกิดจากปัจจัยในเรื่องของร่างกายมีการผลิตเมตาบอลิซึมที่มากผิดปกติและอาหารที่กินมีแคลเซียมสูงมากจนเกินไป ซึ่งอาหารที่แมวเป็นโรคนิ่วประเภทแคลเซียมออกซาเลตต้องหลีกเลี่ยง คือ นม, งาดำ, กุ้งแห้ง, เต้าหู้, ถั่วเหลือง, บล็อกโคลี่, แอปเปิ้ล, ส้ม และกล้วย เป็นต้น นอกจากนี้ยังสามารถพบได้จากการเป็นโรคแทรกซ้อนของโรคมะเร็งบางประเภท โดยลักษณะของก้อนนิ่วจะมีผิวที่ขรุขระและมีความหนาจนทึบ ซึ่งความน่ากลัวของนิ่วชนิดนี้ คือ จะไม่สามารถสลายออกได้ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องป้องกันในเรื่องของอาหารที่มีความเหมาะสมและการดูแลอย่างใกล้ชิดเท่านั้น แต่ถ้าอาการรุนแรงอาจจะต้องมีการผ่าตัดเพื่อนำนิ่วออกทันที

แมวเป็นโรคนิ่วเกิดจากอะไร?

แมวถือว่าเป็นสัตว์ที่รักความเป็นส่วนตัวสูง ดังนั้นปัจจัยเพียงแค่เล็กน้อยก็อาจพาให้เกิดเป็นโรคนิ่วในแมวได้ เช่น

  • ความเป็นกรด-ด่างภายในปัสสาวะที่มีมากเกินไป
  • การดื่มน้ำระหว่างวันน้อยมากเกินไปหรือมีนิสัยไม่ชอบดื่มน้ำ
  • การติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิดที่ระบบปัสสาวะ
  • การเกิดโรคบางประเภทอย่างไทรอยด์หรือโรคมะเร็ง ที่ทำให้เกิดโรคนิ่วแทรกซ้อนได้
  • ความเครียดจากสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย
  • ความเครียดจากการมีสมาชิกใหม่เข้ามาภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นแมวด้วยกันหรือคนแปลกหน้าก็ตาม
  • กระบะทรายมีไม่เพียงพอหรือไม่สะอาด จึงทำให้แมวยอมอั้นไว้มากกว่าที่จะยอมเข้ากับกระบะทราย
  • การกินอาหารเม็ดที่มีความเข้มข้นของสารอาหารบางประเภทสูงเกินไป
  • แมวที่มีน้ำหนักเกินกว่าเกณฑ์ปกติ
  • แมวอายุมากที่ไม่ค่อยชอบขยับตัว

แม้ว่าแมวภายในบ้านจะมีโอกาสเป็นโรคนิ่วทางเดินปัสสาวะสูงกว่าแมวที่เลี้ยงแบบอิสระหรือแมวที่อยู่นอกบ้าน เพราะแมวภายในบ้านจะไม่ค่อยเคลื่อนไหวตัวเองก็ตาม แต่ใช่ว่าการเลี้ยงแบบปล่อยนอกบ้านจะเป็นคำตอบที่ถูกต้อง เพราะเสี่ยงต่อการเป็นโรคนิ่วจากการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิดได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงควรหากิจกรรมต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นให้แมวได้ออกกำลังกายอยู่เสมอแทนได้เช่นกัน

อาการของโรคนิ่วในแมว

อาการโรคนิ่วในแมวจะแสดงผลออกมาให้เห็นชัดเจนในหลากหลายพฤติกรรม ดังนั้นเพียงแค่เจ้าของสังเกตอาการและอารมณ์ของแมวที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเรื่องการขับถ่ายหรือการทำพฤติกรรมที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิมก็จะรู้ได้ทันที แต่ถ้าพบอาการเหล่านี้คุณไม่ควรนิ่งนอนใจและควรพาพบแพทย์ทันที คือ

  • มีความพยายามเบ่งปัสสาวะทุกครั้งที่เข้ากระบะทราย
  • ปัสสาวะออกมาน้อยมากและอาจมีเลือดปน
  • มีอาการไม่สบายตัวและหงุดหงิดง่ายมากขึ้นเรื่อย ๆ
  • ปัสสาวะออกมาเพียงแค่เป็นหยดน้ำ
  • มีอาการซึมและเบื่ออาหารอย่างเห็นได้ชัด
  • มีอาการอาเจียนบ่อยครั้ง
  • มีอาการกระวนกระวายหรือก้าวร้าวผิดปกติ ซึ่งเป็นการแสดงออกให้เห็นถึงความเครียดที่สูงขึ้น

แมวเป็นโรคนิ่ว ควรดูแลอย่างไร

ถ้าคุณพาน้องแมวไปตรวจกับสัตวแพทย์และพบว่าเป็นโรคนิ่ว คุณควรทำตามขั้นตอนของการดูแลดังนี้

  • ถ้าเป็นการรักษาทางการให้ยา ควรให้ยาตามเวลาที่สัตวแพทย์สั่งครบทุกมื้อ
  • ถ้าเป็นการรักษาด้วยการผ่าตัด คุณต้องล้างแผลให้ดีและระมัดระวังแผลติดเชื้อ
  • ทำความสะอาดพื้นที่อยู่อาศัยของแมว ที่นอน และกระบะทรายให้เรียบร้อยทุกวัน
  • แยกแมวที่ป่วยออกจากแมวตัวอื่น เพื่อลดความตึงเครียดและแมวจะกล้าเข้ากระบะทรายมากขึ้น
  • ให้อาหารสูตรเฉพาะสำหรับรักษาโรคนิ่วในแมว
  • ถ้าเป็นการรักษาด้วยวิธีผ่าตัด ควรงดให้แมวออกกำลัง
  • การผ่าตัดจะมีการใส่ท่อสวนปัสสาวะแบบชั่วคราว ดังนั้นเจ้าของจึงต้องระมัดระวังไม่ให้ท่อฉี่เสียหายและต้องทำความสะอาดอยู่เสมอ
  • จัดอาหารและน้ำดื่มให้มีความสะอาดเสมอ
  • ปรับเปลี่ยนจากอาหารเม็ดสู่อาหารเปียกสูตรเฉพาะที่มีค่า pH พอเหมาะ
  • ถ้าเป็นนิ่วแบบ Silicate Stone ต้องเลือกเป็นอาหารสูตรเฉพาะ ที่ไม่มีส่วนผสมของสาร Silicate
  • อาหารสำหรับแมวเป็นโรคนิ่วทุกประเภท ควรเลือกเป็นสูตรเฉพาะที่ค่า pH ในปัสสาวะไม่สูงเกินกว่า 7.5 เปอร์เซ็นต์

อาหารที่เหมาะสำหรับแมวที่เป็นโรคนิ่ว เป็นอาหารแบบไหน ให้อาหารอะไรได้บ้าง

สำหรับแมวเป็นโรคนิ่วจำเป็นอย่างมากที่จะต้องได้รับอาหารอย่างถูกต้อง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วยังคงสามารถรับประทานอาหารเม็ดได้ตามปกติ แต่จะต้องเป็นสูตรเฉพาะและมีความนิ่ม ย่อยง่าย ดังนั้นอาหารที่จะเหมาะสำหรับแมวเป็นโรคนิ่วจะมีดังต่อไปนี้

1.อาหารสูตรสลายนิ่ว

อาหารแมวสูตรสลายนิ่วจะมีขายหลากหลายประเภทด้วยกัน ดังนั้นคุณจึงควรต้องรู้ก่อนว่าแมวของคุณเป็นนิ่วประเภทใด  เพื่อซื้อสูตรอาหารที่เหมาะสม โดยจะมีทั้งอาหารเปียกและอาหารเม็ด ซึ่งจะเป็นสูตรเฉพาะที่ช่วยปรับให้ฉี่ของแมวมีค่า pH ที่เหมาะสมหรือมีความเป็นกรด-ด่างที่น้อยลงกว่าเดิม จึงช่วยทำให้ผลึกของนิ่วละลายได้ง่ายมากขึ้น พร้อมไปด้วยการใส่สารอาหารเสริมเพื่อฟื้นฟูอวัยวะภายในของแมวให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

2.อาหารสูตรฟื้นบำรุง

อาหารสูตรฟื้นฟูทางเดินปัสสาวะของแมวและช่วยเสริมให้อวัยวะส่วนอื่นกลับมาทำงานได้อย่างแข็งแรง จะมีทั้งแบบสูตรอาหารเม็ดและอาหารเปียกเช่นเดียวกัน โดยสูตรนี้แมวที่เป็นโรคนิ่วทุกประเภทสามารถรับประทานได้ เพราะจะถูกควบคุมให้มีค่า pH ภายในฉี่ของแมวเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น พร้อมการควบคุมปริมาณของแคลเซียม, แมกนีเซียม และฟอสฟอรัส รวมไปถึงโปรตีนให้มีความเหมาะสมต่อแมวที่เป็นโรคนิ่ว เพื่อทำให้ก้อนนิ่วที่ถูกสลายจะไม่กลับมาใหม่อีกครั้ง

3.อาหารสูตรป้องกันนิ่วเกิดใหม่

อาหารแมวประเภทป้องกันการเกิดนิ่วซ้ำภายในทางเดินปัสสาวะของแมว จะเป็นอาหารแบบรักษาควบคู่ไปกับอาหารสลายนิ่ว ซึ่งอาหารประเภทนี้จะถูกจำกัดทั้งแคลเซียมและสารอาหารอื่นที่อาจจะก่อให้เกิดการตกผลึกของนิ่วอีกครั้ง จึงควรรับประทานอย่างต่อเนื่องไปจนกว่าการรักษาจะเสร็จสิ้น จะช่วยกำจัดและไม่ทำให้สารใดตกค้างอยู่บนทางเดินปัสสาวะ จึงไม่ทำให้นิ่วกลับมากวนใจอีกครั้งอย่างแน่นอน

อาหารเปียกสูตรเฉพาะสำหรับแมวเป็นโรคนิ่วจะได้รับความนิยมสูง สัตวแพทย์จะแนะนำสูตรอาการเปียกเป็นส่วนใหญ่ เพราะนอกจากจะให้การรับประทานที่ง่ายมากกว่าอาหารเม็ดแล้ว ยังมีสัดส่วนของน้ำที่สูงกว่าอาหารเม็ด จึงช่วยกระตุ้นให้แมวขับถ่ายของเสียผ่านปีสสาวะได้บ่อยมากขึ้น ทั้งยังย่อยสลายและซึมซาบเข้าสู่อวัยวะภายในได้ง่ายอีกด้วย

สิ่งที่ควรป้องกัน เพื่อไม่ให้แมวเป็นโรคนิ่ว

ถ้าคุณไม่อยากให้น้องแมวแสนรักของคุณต้องเผชิญกับโรคนิ่วที่อาจจะต้องถึงขั้นผ่าตัด คุณควรดูแลน้องแมวให้ดีด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  • การให้อาหารในแต่ละวันควรแบ่งออกเป็นมื้อย่อย หลายมื้อ และให้ครั้งละพอเหมาะเท่านั้น
  • ทำความสะอาดจุดให้น้ำดื่มและที่อยู่อาศัยของแมวบ่อยครั้ง
  • ตั้งจุดน้ำดื่มไว้หลายแห่ง เพื่อกระตุ้นให้แมวรู้สึกอยากกินน้ำมากขึ้น
  • ถ้าแมวไม่ยอมกินน้ำด้วยตัวเอง ให้ดูดใส่ไซริงค์แล้วป้อนตลอดทั้งวัน เพื่อเป็นการสร้างนิสัยให้แมวเคยชินต่อการกินน้ำมากขึ้น
  • ถ้าเลี้ยงแมวหลายตัวควรเพิ่มกระบะทรายให้มากขึ้น เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้งาน
  • นำกระบะทรายไปตั้งอยู่ในจุดที่ลับสายตาคน เป็นมุมสงบที่จะทำให้น้องแมวกล้าเข้ากระบะทรายมากขึ้น
  • เมื่อมีการขับถ่ายแล้ว ควรทำความสะอาดและเปลี่ยนทรายบ่อยครั้ง เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย
  • การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ก็ตามรอบตัวแมว ควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อป้องกันความเครียดพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว
  • ถ้าแมวไม่ถูกกันควรแยกออกให้อยู่กันคนละที่ เพื่อไม่ให้เกิดความเครียด
  • เลือกอาหารที่มีปริมาณสารอาหารอย่างเหมาะสม
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียม แคลเซียม และสารอาหารอื่น ๆ ที่มากจนเกินไป

แม้ว่าโรคนิ่วจะเป็นอีกหนึ่งโรคน่ากลัวของน้องแมว แต่ถ้าคุณดูแลและป้องกันให้ดี พร้อมใส่ใจต่อการกินอาหาร การอยู่อาศัย และการทำความสะอาด ย่อมทำให้แมวของคุณมีอายุยืนยาวมากขึ้นอย่างแน่นอน แต่ถ้าน้องแมวของคุณเป็นโรคนิ่วแล้ว ก็ควรดูแลรักษาให้ดีเพื่อยืดอายุให้น้องแมวอยู่อย่างสนุกและมีความสุขไปกับคุณได้ยาวนานกว่าเดิม

ที่คนค้นหาเกี่ยวกับเนื้อหานี้ :

5 เรื่องไม่ควรทำ ก่อนโดนเจ้านายแจกยันต์

5 เรื่องไม่ควรทำ ก่อนโดนเจ้านายแจกยันต์

แม้ว่าแมวเป็นสัตว์เลี้ยงที่ค่อนข้างเอาใจยาก แต่ใครหลาย ๆ คนก็รู้สึกหลงรัก ทั้งยังทำให้คนเลี้ยงเจ็บตัวได้ง่ายจากการแจกยันต์หรือการข่วนของน้องแมว ที่คนเลี้ยงส่วนใหญ่มักจะพบกันได้บ่อยครั้ง ดังนั้นถ้าคุณไม่อยากโดนแจกยันต์แบบหนัก ๆ จากน้องแมวที่เลี้ยงอยู่ ลองมาดู 5 เรื่องไม่ควรทำ ดังนี้

1.ถ้ามีสัญญาณเตือนต้องไม่ยุ่ง

ถ้ามีสัญญาณเตือนจากน้องแมวว่ากำลังอารมณ์ไม่ดี คุณไม่ควรเข้าไปยุ่งเด็ดขาด หรือไม่ควรเข้าไปเซ้าซี้ เพราะจะยิ่งเพิ่มความเครียดให้กับแมวมากขึ้น ซึ่งสัญญาณเหล่านั้น คือ การตวัดหางตีพื้นขึ้น-ลง, การขู่เบา ๆ ในลำคอ, การทำเสียงฟ่อออกมาอย่างชัดเจน, หูทั้งสองข้างลดระดับลง, การถอยเข้ามุม หรือการพองขน เป็นต้น ซึ่งถ้าคุณเจออาการเหล่านี้ควรปล่อยให้แมวอยู่ตัวเดียว เพื่อปรับสภาพอารมณ์ด้วยตัวเองไปก่อน เมื่ออารมณ์ของแมวดีขึ้น จึงค่อยกลับไปเล่นหรือลูบหัวอีกครั้ง

2.ไม่เข้าไปแยกเอง เมื่อแมวทะเลาะกัน

เมื่อไหร่ที่แมวในบ้านหรือแมวนอกบ้านทะเลาะกัน จนอาจถึงขั้นเข้ากัดกันอย่างรุนแรง คุณไม่ควรเข้าไปแยกเองเด็ดขาด ไม่ควรถือไม้เข้าไปตีหรือเข้าไปใกล้ เพราะการกัดกันในขณะที่ทะเลาะอาจจะทำให้คุณได้รับบาดเจ็บไปด้วย ที่สำคัญคือการตีแมวอาจจะทำให้แมวบาดเจ็บได้ ดังนั้นถ้าคุณเห็นแมวเริ่มขู่ใส่กัน ควรรีบหาลังกระดาษขนาดใหญ่หรือฉากกั้นค่อย ๆ นำไปกั้นระหว่างแมว 2 ตัว จึงจะช่วยทำให้บรรยากาศดีขึ้นและเลิกทะเลาะกันในที่สุด นอกจากนี้ยังสามารถใช้วิธีการทำเสียงดัง เพื่อให้แมวรู้สึกตกใจแล้วแยกออกจากกัน จากนั้นให้ต้อนทั้ง 2 ตัวไปอยู่ตัวละมุม พร้อมนำแมวตัวที่อาจจะสู้ไม่ได้แยกออกไปอยู่ในจุดที่ปลอดภัยก่อน เพื่อลดการเผชิญหน้ากัน

3.จับผิดจุด

จุดสำคัญของแมวที่ถือว่าเป็นจุดหวงแหนมาก ไม่ควรไปแตะต้อง คือ ช่วงท้อง, ช่วงกลางหลังไปถึงโคนหาง, ช่วงขาหน้าและขาหลัง ดังนั้นถ้าคุณยังไม่สนิทกับแมวมากพอ ไม่ควรจับจุดสำคัญเหล่านี้เด็ดขาด เพราะจับผิดจุดเมื่อไหร่ รับรองว่าโดนแจกยันต์แน่นอน

4.อย่าดึงหาง

จุดสำคัญมาก ๆ ของแมวอีก 1 จุด คือ “หาง” ดังนั้นอย่าคิดว่าเป็นเรื่องสนุกที่จะดึงหางแมวเล่น เพราะนอกจากดึงแล้วจะได้แผลจากการข่วนกลับมาแล้ว ยังอาจทำให้แมวต้องได้รับบาดเจ็บจนถึงขั้นกระดูกสันหลังมีปัญหาและอาจพิการได้เลยทีเดียว

5.ไม่เข้าใกล้เมื่อแมวร้องกรี๊ด

เมื่อใดที่แมวเริ่มส่งเสียงร้องกรี๊ดที่จะเป็นเสียงเล็กแหลมออกมาแบบแปลก ๆ ให้คุณรีบหยุดการเล่นแล้วเดินออกจากแมวทันที เพราะเสียงร้องกรี๊ดเป็นการแสดงให้เห็นว่าแมวกำลังรู้สึกไม่ปลอดภัย รู้สึกถึงการถูกคุกคาม และพร้อมจะสู้เพื่อหนีได้ทุกเมื่อ

ถ้าคุณไม่อยากต้องเจ็บตัวไปกับน้องแมว ที่ไม่ว่าจะเป็นแมวของตัวเอง, แมวของคนอื่น หรือแมวจร ไม่ควรทำ 5 เรื่องนี้เด็ดขาด เพื่อจะได้ไม่ต้องเจ็บตัวแบบฟรี ๆ

ที่คนค้นหาเกี่ยวกับเนื้อหานี้ :

5 วิธีแก้ร้อนให้น้องแมวเหมียว

ร้อนแล้วต้องระวัง! มาดู 5 วิธีแก้ร้อนให้น้องแมวเหมียว

อากาศร้อนถือว่าเป็นศัตรูกับสัตว์ทุกสายพันธุ์ หนึ่งในนั้นคือน้องแมวที่ไม่ค่อยถูกโรคกับความร้อนมากนัก ซึ่งหน้าร้อนนี้ เจ้าของน้องแมวทั้งหลาย จึงควรระมัดระวังเรื่องการดูแลสุขภาพให้ดี ไม่เช่นนั้นอาจเกิดปัญหาและกลายเป็นการเสียชีวิตอย่างรวดเร็วของน้องแมวได้ ดังนั้นลองมาดูมาดูวิธีแก้ร้อนให้เจ้านายสุดที่รักของคุณ ดังนี้

1.ให้น้ำเย็นสดชื่น

ควรตั้งจุดให้น้ำเพิ่ม โดยกระจายไปทั่วบ้านพร้อมการใส่น้ำแข็งก้อนเล็กไว้ตามจุดให้น้ำต่าง ๆ เพื่อทำให้น้ำมีความเย็นที่จะช่วยสร้างความสดชื่นให้กับน้องแมวได้มากยิ่งขึ้น

2.เพิ่มพัดลมให้เหมียว

ถ้าคุณไม่สะดวกต่อการเปิดแอร์ในช่วงเวลาที่ไม่อยู่บ้าน ควรเพิ่มพัดลมให้กับน้องแมว แต่เน้นให้ใช้เป็นพัดลมที่มีคุณภาพและควรตรวจสอบพัดลมกับปลั๊กไฟอยู่เสมอ เพื่อป้องกันปัญหาไฟลุกไหม้พัดลมในขณะไม่อยู่บ้าน แต่ถ้าบ้านของคุณมีการใช้ระบบ Smart Home คุณจะสามารถควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ผ่านทางสมาร์ทโฟนได้ ดังนั้นคุณจึงเปิดและปิดหรือตั้งเวลาแอร์ได้ตามที่ต้องการ

3.อาบน้ำ-ตัดขนให้เรียบร้อย

การอาบน้ำควรเพิ่มเป็นสัปดาห์ละ 1 ครั้งหรือ 2 สัปดาห์ครั้ง นอกจากนี้ควรตัดขนให้สั้นมากที่สุด เพื่อทำให้แมวรู้สึกสบายตัวมากขึ้น ทั้งยังช่วยทำให้ขนของน้องแมวและผิวหนังมีความสะอาด ช้วยทำให้ขนที่ขึ้นใหม่มีสุขภาพที่แข็งแรงและเงางามมากขึ้นอีกด้วย

4.ปิดผ้าม่านให้ดี

ถ้าคุณไม่อยู่บ้านควรปิดผ้าม่านทั้งบริเวณประตูหน้าบ้านและหน้าต่าง เพื่อเป็นการลดความร้อนจากแสงแดดภายนอกบ้าน เมื่อคุณเปิดพัดลมหรือเปิดแอร์ก็จะช่วยทำให้ความเย็นยังคงอยู่ได้นาน แต่ถ้าคุณมีจุดที่สามารถระบายอากาศได้จะยิ่งดีมาก เพราะการที่ถ่ายเทอากาศจะช่วยทำให้เกิดความโปร่งสบายมากขึ้น

5.ทำความสะอาดพื้นบ้าน

จัดการทำความสะอาดพื้นบ้านและเคลียร์พื้นที่ให้ได้มากที่สุด เพื่อทำให้น้องแมวมีพื้นที่ในการนอนช่วงเวลากลางวัน ยิ่งถ้าบ้านของคุณเป็นพื้นกระเบื้องด้วยแล้ว ควรทำความสะอาดทุกวัน เพื่อให้น้องแมวได้พักผ่อนช่วงกลางวันอย่างเย็นสบายที่สุด

ช่วงหน้าร้อนคุณควรจะต้องดูแลสุขภาพของแมวและสัตว์เลี้ยงประเภทอื่น ๆ ให้ดี เพราะถ้าอากาศร้อนมากเกินไปอาจจะก่อให้เกิดโรคฮีทสโตรกที่จะทำให้สัตว์เลี้ยงเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว หรือถ้าได้รับการรักษาทันก็แทบจะทำให้สมองถูกทำลายและอาจจะกลายเป็นสัตว์พิการได้ ดังนั้นจึงไม่ควรเสี่ยงให้สัตว์เลี้ยงต้องรู้สึกร้อนจนเกิดปัญหา ดังนั้นคุณจึงควรใช้ทั้ง 5 วิธีแก้ร้อนเพื่อทำให้แมวของคุณมีความสุขไปกับหน้าร้อนนี้มากขึ้น

 

ที่คนค้นหาเกี่ยวกับเนื้อหานี้ :

รีวิว โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา ศรีนครินทร์

โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา ศรีนครินทร์

โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา ศรีนครินทร์ นั้น ก่อตั้งมานาน เป็นที่น่าเชื่อถือ และยังเป็น โรงพยาบาลสัตว์ แห่งแรกที่เปิดไห้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งอยู่ที่ ถนนศรีนครินทร์ บนอาคารสูง 5 ชั้น สะดวก ในการเดินทาง  และ เนื่องจากทางโรงพยาบาล มีนโยบายในการรักษาสัตว์เลี้ยง ด้วยความเข้าอกเข้าใจคนรักสัตว์เป็นหลัก จึงทำให้เกิดการบอกต่อ และเป็นที่รู้จักอย่างเเพร่หลาย ของคนทั่วไปนั่นเอง


สถาน ที่ตั้ง เเละช่องทางติดต่อ 

สนใจไปรับบริการที่ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา ศรีนครินทร์ สามารถไปที่ สถานที่ตั้ง ตามนี้ได้เลย เดินทางสะดวก เเละพื้นที่กว้างขวาง

โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา ศรีนครินทร์

240 ถนน ศรีนครินทร์ แขวง หนอง บอน
เขต ประเวศ,กรุงเทพมหานคร 10250

เบอร์โทร ติดต่อ : +662-398-4314-5
E-mail : info@thonglorpet.com


ทำไมถึงเลือกใช้บริการที่ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา ศรีนครินทร์

เนื่องจากปัจจุบัน มีโรงพยาบาลแมวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลใหญ่หรือคลินิกรักษาแมว แต่สาเหตุที่เข้าไปใช้บริการจาก โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา ศรีนครินทร์ นั้น มีหลายปัจจัยอย่างเช่น

    1. เปิดบริการ 24 ชั่วโมง เราจึงมั่นใจได้ว่า เมื่อแมวของเราป่วย เราสามารถที่จะส่งไปรักษาได้ทันที ไม่ต้องรอเวลา เพราะอาจจะเสียโอกาสและทำให้แมวของเราอาการหนักมากกว่าเดิม
    2. โรงพยาบาลสะอาด และได้มาตรฐาน ซึ่งเรามั่นใจได้เลยว่า การนำแมวของเรา เข้าไปรับการรักษาจะสะอาดและปลอดเชื้อแน่นอน
    3. ทีมสัตวแพทย์ของโรงพยาบาล มีความชำนาญเฉพาะทาง ซึ่งเราสามารถมั่นใจได้เลยว่าการรักษาแมวของเรานั้น จะได้รับการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
    4. โรงพยาบาลได้รับมาตรฐานสากล ตามระบบ ISO และยังมีรางวัลการันตีต่างๆ อีกมากมาย ซึ่งทำให้มั่นใจได้เลยว่าโรงพยาบาลนั้น ได้คุณภาพตามมาตรฐานสากลเเน่นอน
    5. การรักษาของโรงพยาบาลนั้น เน้นการรักษาด้วยการใส่ใจ เข้าใจหัวอกของคนรักแมว ซึ่งทำให้การเข้าไปรักษาแมวทุกครั้ง ได้รับความสบายใจ และประทับใจอย่างมาก

ศูนย์ รักษา – บริการ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา ศรีนครินทร์



หากต้องการหา โรงพยาบาลเพื่อรักษาแมว โปรดของท่าน หากท่านอยู่เเถว ศรีนครินทร์ สามารถเข้าไปรับบริการ ขอแนะนำ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขานี้ได้เลย จากประสบการณ์โดยตรง จากผู้เข้าไปรับบริการ มั่นใจได้เลยว่า ท่านจะประทับใจ ในบริการ และ มาตฐานของ โรงพยาบาล อย่างเช่นเรา อย่างแแน่นอน

ที่คนค้นหาเกี่ยวกับเนื้อหานี้ :

มาเรียนรู้วิธีรับมือ ก้อนขนในแมว อย่างถูกวิธีกันเถอะ

ปัญหาก้อนขนในแมว เกิดจากอะไร เรียนรู้วิธีกำจัดก้อนขนและการดูแลอย่างถูกต้อง

ก้อนขนแมวที่เกิดจากการเลียทำความสะอาดขนของน้องแมวแล้วกลืนลงสู่กระเพาะอาหาร อาจจะดูเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย แต่ในความเป็นจริง ถ้าก้อนขนเหล่านี้เข้าไปสะสมอยู่ภายในลำไส้เป็นจำนวนมาก จนก่อให้เกิดการอุดตัน ก็อาจทำให้น้องแมวเสียชีวิตได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัญหาสุขภาพที่เจ้าของแมวไม่ควรนิ่งนอนใจ

สิ่งที่ควรเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาก้อนขนในแมว

แม้ว่าปัญหาก้อนขนของแมวจะดูไม่ใช่เรื่องใหญ่มากนัก แต่ถ้าก้อนขนเริ่มก่อตัวเพิ่มมากขึ้นภายในลำไส้และไม่ได้รับการขับถ่ายออกตามปกติ จะก่อให้เกิดปัญหาก้อนขนอุดตันในลำไส้และกลายเป็นอาการท้องผูกเรื้อรัง หรืออาจจะพัฒนาไปสู่โรคที่น่ากลัวและทำให้แมวเสียชีวิตได้ในที่สุด ดังนั้นเจ้าของแมวจึงไม่ควรนิ่งนอนใจ ซึ่งปัญหาก้อนขนเกิดจากการที่แมวเลียขนของตัวเองเพื่อทำความสะอาดเป็นประจำทุกวัน จนทำให้ขนหลุดติดลิ้นและกลืนลงสู่กระเพาะอาหาร ถ้าก้อนขนเหล่านี้ได้รับการขับถ่ายตามปกติหรือย่อยสลายได้ก็จะไม่เกิดปัญหาใด ๆ  

แต่ถ้าเมื่อใดก้อนขนเกิดมีจำนวนมากขึ้นและถูกกลืนเข้าไปอย่างต่อเนื่อง การย่อยสลายและการขับถ่ายย่อมมีปัญหา เพราะทำได้ไม่ทันเวลา จึงก่อให้เกิดก้อนขนขนาดใหญ่ที่เข้าไปอุดตันทั้งทางเดินอาหารและลำไส้ ซึ่งแมวบางตัวอาจจะแสดงผลออกมาด้วยการอ้วกก้อนขนก็จะช่วยทำให้ลดความอันตรายลงได้บ้าง แต่ในขณะเดียวกันถ้าแมวไม่อ้วกก้อนขนและไม่ถ่าย ทั้งยังรักความสะอาดมากจนเลียขนตลอดทั้งวัน มีนิสัยที่จะต้องทำความสะอาดตัวเองอยู่เสมอไปเรื่อย ๆ ก็ย่อมก่อให้เกิดปัญหาเรื่องอุดตันได้ง่ายอย่างแน่นอนและจะเพิ่มความน่ากลัวมากขึ้นเรื่อย ๆ จนอาจต้องถึงขั้นผ่าตัดเพื่อเอาก้อนขนออกเลยทีเดียว

ก้อนขนแมว เกิดจากอะไร

ปัญหาก้อนขนแมวเกิดได้จากหลายปัจจัย ไม่ใช่แค่เพียงแมวรักความสะอาดเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องเจ้าของแมวที่จะต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ดังนั้นลองมาดูสาเหตุของก้อนขนแมวที่จะเกิดจากเรื่องใดได้บ้าง

  • แมวที่มีพฤติกรรมต้องเลียขนทำความสะอาดตัวเองตลอดทั้งวัน 
  • แมวพันธุ์ขนยาวที่มีเส้นขนใหญ่และยาวมาก จะเสี่ยงต่อปัญหาก้อนขนอุดตันได้มากที่สุด 
  • แมวที่อุจจาระน้อยหรือไม่อุจจาระเลยใน 1 วัน 
  • แมวกินน้ำน้อยหรือเป็นแมวที่ไม่ชอบกินน้ำ จึงทำให้ระบบขับถ่ายไม่คล่องตัว 
  • แมวมีปัญหาแพ้ผิวหนังและขนร่วงหนัก จะยิ่งทำให้การเลียขนแล้วกลืนขนเข้ากระเพาะอาหารมีเพิ่มมากขึ้น 
  • แมวที่มีความวิตกกังวลและความเครียดสูง 
  • ถ้าคุณไม่ค่อยได้อาบน้ำหรือแปรงขนให้แมวบ่อยครั้ง จะยิ่งทำให้เกิดปัญหาก้อนขนอุดตันได้ง่าย
  • อาหารที่รับประทานมีไขมัน, คาร์โบไฮเดรต, โซเดียม และน้ำตาลสูง จะยิ่งทำให้เกิดการอุดตันได้ง่ายมากขึ้น

การกำจัดก้อนขนแมวสำคัญแค่ไหน

สำหรับการกำจัดก้อนขนของแมวนั้น ถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก ผู้เลี้ยงจึงไม่ควรมองข้ามและควรสังเกตพฤติกรรมแมวให้ดี ถ้ามีอาการเหล่านี้ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าก้อนขนเริ่มอุดตันแล้ว คือ 

  • มีอาการอาเจียนและอ้วกก้อนขนออกมาบ่อยครั้ง 
  • มีการทำท่าขย้อนขนที่จะลักษณะคล้ายจะอาเจียน แต่กลับไม่มีก้อนขนออกมา 
  • มีอาการเบื่ออาหารและซึมลงเรื่อย ๆ 
  • ไม่ว่าจะอาหารเม็ดหรืออาหารเปียกจะไม่สามารถกินได้ 
  • มีอาการท้องผูกเรื้อรัง แม้เข้ากระบะทรายบ่อยครั้ง แต่กลับไม่มีก้อนอุจจาระให้เห็น 
  • มีอาการปวดเบ่งและขับถ่ายยาก 
  • แมวบางตัวอาจมีอาการท้องเสียและมีอุจจาระเหลวร่วมด้วย

ควรดูแลและกำจัดก้อนขนแมวอย่างไร

เมื่อคุณพบว่าแมวมีอาการก้อนขนอุดตัน คุณควรมีวิธีการดูแลและการช่วยกำจัดก้อนขนให้กับแมว ดังต่อไปนี้

  • เลือกอาหารสูตรพิเศษ สำหรับการกำจัดก้อนขนแมวโดยเฉพาะ 
  • เลือกใช้อาหารสูตรที่มีไฟเบอร์สูงและช่วยเสริมประสิทธิภาพการย่อยอาหารได้ดีมากยิ่งขึ้น 
  • ทำความสะอาดและหวีขนให้น้องแมวบ่อยครั้ง เพื่อลดการทำความสะอาดด้วยการเลียขน 
  • ให้อาหารสูตรธรรมชาติ เช่น หญ้าแมว, ต้นไผ่เงิน, ตำแยแมว หรือกัญชาแมว ร่วมกับอาหารหลัก เพื่อขับถ่ายก้อนขนได้สะดวกมากขึ้น 
  • ถ้าน้องแมวมีอาการหนักขึ้นจนไม่สามารถขับถ่ายได้ ควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์ทันที

อาหารที่เหมาะสำหรับการกำจัดก้อนขนแมว ควรเป็นอาหารแบบไหน 

อาหารที่ถือว่ามีความเหมาะสมในด้านการกำจัดก้อนขนของแมว จะมีด้วยกันหลายสูตร คือ

1.อาหารสูตรกำจัดก้อนขน

อาหารสูตรกำจัดและควบคุมก้อนขน จะเป็นอาหารเฉพาะที่มีทั้งรูปแบบเม็ดนิ่มและอาหารเปียก โดยจะมีส่วนผสมสำคัญอย่างไฟเบอร์ตามธรรมชาติที่ถูกสกัดมาจากผัก เป็นอาหารที่มีโภชนาการครบถ้วน ให้คุณค่าดีและมีกรดไขมันจำเป็น รวมไปถึงการใช้สารสำคัญต่าง ๆ เพื่อทำให้การขับถ่ายเป็นไปอย่างคล่องตัวและช่วยควบคุมก้อนขนภายในลำไส้ ไม่ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นและให้การขับถ่ายออกมาตามปกติ พร้อมให้คุณสมบัติในการช่วยลดความเข้มข้นของปัสสาวะ ควบคุมไขมันเสีย, คาร์โบไฮเดรต, โซเดียม และน้ำตาลไว้ให้เหมาะสม ทั้งยังมีการใส่สารต้านอนุมูลอิสระเพิ่ม เพื่อทำให้การกำจัดก้อนขนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

2.อาหารเสริมระบบย่อย

อาหารที่จะช่วยเสริมให้ระบบย่อยทำงานได้ดีและเป็นไปอย่างคล่องตัว จะยิ่งช่วยทำให้ก้อนขนถูกกำจัดได้เร็วมากขึ้น โดยจะอุดมไปด้วยทั้งไฟเบอร์, ทอรีน, สารอาหารสำคัญ, มีการควบคุมปริมาณของแมกนีเซียม โซเดียม และไขมันเสียต่าง ๆ อย่างเหมาะสม พร้อมรักษาความเป็นกรด-ด่างของปัสสาวะ เพื่อป้องกันโรคนิ่วได้อีกด้วย ที่สำคัญคือช่วยเสริมสร้างให้สุขภาพมีความแข็งแรงมากขึ้นกว่าเดิม

3.อาหารฟื้นฟูสุขภาพ

อาหารสูตรฟื้นฟูสุขภาพและอวัยวะภายใน ควรให้แมวกินหลังการกำจัดก้อนขนและรับประทานอย่างสม่ำเสมอ ร่วมกับอาหารควบคุมก้อนขน เพื่อทำให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้นและผิวกับขนมีสุขภาพดี จึงจะไม่หลุดร่วงง่ายและไม่ต้องเสี่ยงต่อโรคร้ายต่าง ๆ ที่จะตามมาในอนาคตอีกด้วย

สิ่งที่ควรป้องกันเพื่อไม่ให้แมวกลับมามีปัญหาก้อนขนอุดตัน

ถ้าคุณไม่ต้องการให้ปัญหาก้อนขนอุดตันเรื้อรัง หรือทำให้สุขภาพของน้องแมวแย่ลง ควรรู้วิธีการป้องกันดังต่อไปนี้

  • ทำความสะอาดด้วยการอาบน้ำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และหวีขนของน้องแมวทุกวันเป็นประจำ 
  • เลือกอาหารสูตรไฟเบอร์สูง เพื่อการขับถ่ายที่เป็นไปอย่างคล่องตัว 
  • เลือกใช้อาหารสูตรเฉพาะสำหรับการกำจัดและควบคุมก้อนขน 
  • ใช้เจลขับก้อนขนร่วมกับอาหารหลักเป็นประจำ เพื่อช่วยขับก้อนขนให้ออกมาทางขับถ่ายได้คล่องตัวมากขึ้น แต่ควรใช้กับแมวโตอายุ 6 เดือนขึ้นไป

ถ้าคุณไม่อยากให้เจ้านายสุดที่รักของคุณต้องพบกับปัญหาลำไส้อุดตันจากก้อนขน ควรมีวิธีการดูแลและป้องกันอย่างถูกต้อง พร้อมการทำความสะอาดตัวน้องแมวอยู่เสมอและเลือกอาหารที่จะช่วยขับก้อนขนออกทางระบบขับถ่ายปกติได้ดี เพื่อลดปัญหาการอุดตันที่อาจนำพาให้น้องแมวต้องทุกข์ทรมานและเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้

ที่คนค้นหาเกี่ยวกับเนื้อหานี้ :

จัดอันดับ 3 อาหารแมว โรคเบาหวาน ที่ดีที่สุด

3 อาหารแมวสูตรรักษาโรคเบาหวาน ภัยร้ายจากการกินอาหารที่เจ้าเหมียวก็เป็นได้

“โรคเบาหวาน” จัดเป็นโรคยอดฮิตของน้องแมวได้เช่นเดียวกัน โดยสาเหตุเกิดจากความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ พบได้มากในแมวที่มีอายุเยอะ ยิ่งในแมวที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน จะป่วยเป็นโรคเบาหวานเยอะมากทีเดียว โดยโรคนี้จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ และแมวจะไม่สามารถผลิตอินซูลินได้อย่างเพียงพอ หรือผลิตแต่ไม่สามารถทำงานได้ แม้แมวผู้สูงอายุจะมีความเสี่ยงมากที่สุดก็ตาม

แนะนำ 3 อาหารรักษาโรคเบาหวานในแมว

โรคเบาหวาน สามารถเกิดขึ้นได้กับแมวทุกช่วงอายุ วิธีสังเกตอาการง่ายๆ คือน้องแมวจะดื่มน้ำในปริมาณที่มากขึ้น ตามด้วยการปัสสาวะบ่อย น้ำหนักลด และร่างกายอ่อนแอ วิธีการรักษาเบื้องต้น ควรนำไปพบแพทย์ จากนั้นจึงค่อยๆ ปรับเรื่องอาหารการกิน ด้วยเหตุนี้ เราจึงนำ 3 อาหารแมวสูตรรักษาโรคเบาหวานที่จะช่วยให้เจ้าเหมียวอาการดีขึ้นในเร็ววันมาแนะนำกัน 3 สูตรดังนี้

>> รวมรายการ อาหารแมวสูตรรักษาโรคเบาหวาน ราคาถูก เชื่อถือได้ คลิกที่นี่ได้เลย


1.Hill’s Prescription Diet อาหารแมว สูตร M/D Feline Dry Food-1.81 kg.

เริ่มด้วย Hill’s Prescription Diet กับสูตร M/D Feline Dry Food-1.81 kg. เป็นอาหารแมวที่มาพร้อมสารอาหารแบบครบถ้วน เหมาะสำหรับน้องแมวที่มีปัญหาสุขภาพ และป่วยเป็นโรคเบาหวาน โดยสูตรนี้จะมีโปรตีนสูงและคาร์โบไฮเดรตต่ำ อุดมไปด้วยอาร์จินีนและทอรีน มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ผ่านการพิสูจน์ทางการแพทย์แล้วว่า ช่วยลดไขมันในร่างกาย และทำให้น้องแมวกลับมาอยากกินอาหารเพิ่มมากขึ้นได้ อีกทั้งยังช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อ และเสริมภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง จัดเป็นอาหารน้องแมวที่อัดแน่นไปด้วยคุณประโยชน์อย่างแท้จริง ราคาอยู่ที่ประมาณ 1,150 บาท

>> สั่งซื้อ Hill’s Prescription Diet  สูตร M/D Feline Dry Food-1.81 kg. ดีที่สุดสำหรับเป็นโรคเบาหวาน คลิก


2.Hill’s Prescription Diet อาหารแมว สูตร M/D Feline ชนิดเปียกแบบกระป๋อง – 2.9 oz.

ยังคงอยู่กันที่ Hill’s Prescription Diet อาหารแมว สูตร M/D Feline แต่เป็นกระป๋องชนิดเปียก เปิดทานได้ง่าย เหมาะสำหรับแมวที่มีปัญหาสุขภาพ หรือป่วยเป็นโรคเบาหวาน มาพร้อมสารอาหารที่ครบถ้วน โปรตีนสูงและคาร์โบไฮเดรตต่ำ ดีต่อร่างกาย อุดมไปด้วยอาร์จินีนและทอรีน อีกทั้งยังผ่านการพิสูจน์จากทางการแพทย์ว่าช่วยลดไขมันได้จริง และมีส่วนกระตุ้นให้น้องแมวกลับมาอยากกินอาหารอีกครั้ง หลังจากที่น้ำหนักลดแบบเฉียบพลัน นอกจากนี้ยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง และช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อได้ดี ราคาอยู่ที่ประมาณ 80 บาท

>> สั่งซื้อ Hill’s Prescription Diet  สูตร M/D Feline ของแท้ ราคาถูก สุดคุ้มเกินราคา คลิก


3.Royal Canin อาหารแมว สูตร Diabetic

ปิดท้ายด้วยสูตร Diabetic ชนิดแห้ง 1.5 kg เหมาะสำหรับน้องแมวที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน อาหารแมวสูตรนี้มาพร้อมสารอาหารที่ครบถ้วน โดยช่วยในการกำจัดพลังงานให้น้อยลง เพื่อควบคุมรูปร่างและน้ำหนักของน้องแมวให้กลับมาสมส่วนอีกครั้ง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความอยากอาหาร ทำให้แมวกลับมากินอาหารได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดการดื้อต่ออินซูลิน และช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้เจ้าเหมียวกลับมาแข็งแรงได้อย่างมั่นใจ ซึ่งหากให้อาหารน้องแมวสูตรนี้เป็นประจำ รับรองเลยว่าโรคเบาหวานที่เป็นอยู่จะดีขึ้นอย่างแน่นอน ราคาอยู่ที่ประมาณ 900 บาท

>> สั่งซื้อ Royal Canin อาหารเเมว สูตร Diabetic รักษาโรคเบาหวาน ชนิดแห้ง-1.5 kg  ราคาไม่แพง คุณภาพดี คลิก


สำหรับใครที่มีน้องแมวป่วยเป็นโรคเบาหวาน สามารถไปเลือกหาอาหารสูตรรักษาโรคเบาหวานในแมวตามที่เราแนะนำข้างต้นได้ รับรองเลยว่าจะช่วยให้สุขภาพกลับมาแข็งแรง และช่วยปรับพฤติกรรมน้องแมวให้กลับมาเป็นปกติอีกครั้งได้อย่างแน่นอน

ที่คนค้นหาเกี่ยวกับเนื้อหานี้ :

6 วิธีขจัดความเครียดแมว เรื่องที่เจ้าของควรรู้

6 วิธีขจัดความเครียดแมว เรื่องที่เจ้าของควรรู้

แมวถือว่าเป็นสัตว์เลี้ยงที่เครียดง่ายและมีความวิตกกังวลได้ค่อนข้างสูงแม้จะดูไม่ค่อยแสดงออกแต่จะมีพฤติกรรมที่ทำให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าแมวกำลังเครียดอยู่ซึ่งปัญหาของความเครียดและความวิตกกังวลอาจทำร้ายสุขภาพนำพาโรคร้ายมาสู่ตัวแมวและ กลายเป็นการซ้ำให้โรคที่เป็นอยู่นะขึ้นได้เช่นกันดังนั้นถ้าคุณไม่อยากให้แมวต้องเสี่ยงต่อปัญหาโรคต่างๆลองมาดู 6 วิธีขจัดความเครียดของน้องแมวดังนี้

1.ชวนแมวเล่นทุกวัน

หนึ่งในความเครียดของแมว คือ ความรู้สึกเบื่อหน่ายต่อกิจกรรมที่ทำซ้ำซากในทุก ๆ วัน ดังนั้นคุณจึงควรชวนแมวของตัวเองเล่นให้บ่อยครั้ง นอกจากนี้ควรเพิ่มกิจกรรมที่จะสร้างความสนุกและปลดปล่อยพลังของแมว ด้วยการพาออกไปเดินเที่ยวนอกบ้าน เพื่อรับอากาศบริสุทธิ์บ้างเป็นบางครั้ง การซื้อของเล่นแมวหรือเครื่องวิ่งสำหรับแมว เพื่อทำให้รู้สึกสนุกไปกับกิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้น จึงช่วยลดความตึงเครียดได้ดี

2.แสดงความรักให้มาก

วิธีลดความตึงเครียดที่ถือว่าทำให้ได้ผลมากที่สุด คือ การที่เจ้าของแสดงความรักที่มีต่อแมวอย่างชัดเจน เช่น การลูบขนแมวเบา ๆ, การนวดไปตามกล้ามเนื้อของแมว, พาน้องแมวของคุณไปอยู่ในห้องที่มีบรรยากาศเงียบสงบ หรือนำน้องแมวมาแปรงขนเรื่อย ๆ รวมไปถึงการพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล จะช่วยทำให้แมวรู้สึกเครียดน้อยลงและกลับมาสดใสได้อย่างรวดเร็ว

3.ไม่เปลี่ยนที่นอนบ่อยครั้ง

ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัยหรือแค่ที่นอนของแมว ถ้าเคยอยู่ตรงไหนควรให้อยู่ตรงนั้น ไม่ควรย้ายที่บ่อยครั้งมากเกินไป เพราะการย้ายของใช้ส่วนตัว ที่นอน หรือแม้แต่การย้ายที่อยู่บ่อยครั้ง จะทำให้แมวรู้สึกเครียดกับสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ เป็นอย่างมาก แต่ถ้าจำเป็นต้องย้ายบ้านก็ควรจัดพื้นที่เป็นมุมสงบให้น้องแมวได้ปรับสภาพก่อน

4.แยกโซนเลี้ยง

ถ้ามีการรับน้องใหม่เข้ามาเลี้ยงภายในบ้าน ย่อมทำให้แมวตัวเก่าก็รู้สึกกังวลและตึงเครียดง่าย ดังนั้นควรแยกโซนเลี้ยงให้ชัดเจน เพื่อทำให้คุ้นเคยกันก่อนจึงค่อยเลี้ยงรวมกัน นอกจากนี้ถ้ามีแมวตัวใดที่ไม่สามารถเข้าพวกได้ ควรแยกเลี้ยงต่างหาก จะไม่ทำให้เกิดการทะเลาะกันและไม่ก่อให้เกิดความตึงเครียดกับแมวทั้งบ้าน

5.ให้ขนมและอาหารอร่อย

อีกหนึ่งวิธีลดความตึงเครียดของแมว คือ การให้ขนมแมวเลียหรือขนมแบบผสมแคทนิป เพื่อทำให้รู้สึกเพลิดเพลินไปพร้อมกับความอร่อย ส่วนอาหารควรเน้นเป็นอาหารเปียก รสชาติดี ผสมกับอาหารเม็ดกินอยู่ หรือปรับเปลี่ยนอาหารบ้างเป็นครั้งคราว เพื่อให้ได้รสชาติที่แปลกใหม่ เพียงเท่านี้น้องแมวก็จะคลายความกังวลลงได้ดีเลยทีเดียว

6.พบสัตวแพทย์

ถ้าทำทุกวิธีแล้วยังไม่ดีขึ้น ทั้งยังมีอาการที่ดูแย่ลง ควรพาไปพบสัตวแพทย์ทันที เพราะความตึงเครียดนี้อาจจะเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายต่าง ๆ จึงควรได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เพื่อไม่ให้น้องแมวของคุณต้องเสี่ยงเสียชีวิตเร็วเกินไป

ถ้าคุณต้องการให้น้องแมวสุดที่รักมีอายุยืนยาวมากขึ้น ควรเลือกใช้ทั้ง 6 วิธีขจัดความเครียดแมวนี้ไปปรับเปลี่ยนความเครียดของแมวคุณ เพื่อให้กลับมามีพฤติกรรมที่สดใสร่าเริงและมีความสุขอีกครั้ง

ที่คนค้นหาเกี่ยวกับเนื้อหานี้ :

แมวก็เชื่องได้นะ! แค่เลือกใช้วิธีฝึกตามนี้

แมวก็เชื่องได้นะ! แค่เลือกใช้วิธีฝึกตามนี้

ใครว่าแมวฝึกฝนไม่ได้! ถือว่าคุณคิดผิดอย่างมาก เพราะน้องแมวยุคนี้สามารถที่จะฝึกให้รู้จักชื่อตัวเองและฝึกให้เรียนรู้เหมือนกับสุนัข เพียงแต่ผู้ฝึกจะต้องใจเย็นและฝึกได้เพียงแค่บางคำสั่งเท่านั้น ซึ่งถ้าคุณอยากจะนำวิธีการฝึกวิชา เพื่อให้แมวเชื่องมากขึ้น ลองดูวิธีฝึกดังนี้

1.ฝึกให้รู้จักชื่อตัวเอง

ถ้าต้องการให้แมวรู้จักชื่อของตัวเอง คุณควรตั้งชื่อแมวเพียงแค่ 1-2 พยางค์เท่านั้น เพื่อทำให้แมวเข้าใจชื่อของตัวเองได้ง่ายกว่าเดิม โดยเริ่มจากการเรียกแมวด้วยชื่อเรื่อย ๆ เพื่อทำให้แมวรู้ว่าชื่อนี้เป็นชื่อประจำตัวและที่สำคัญคือควรใช้น้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ ให้รู้ว่าชื่อนี้เป็นชื่อของแมว และทุกครั้งที่เรียกชื่อควรมีขนมให้ด้วย เพื่อเป็นการฝึกที่มีประสิทธิภาพ แต่การเรียกให้รู้ชื่อควรเป็นกิจกรรมที่ทำให้แมวรู้สึกสนใจเท่านั้น ถ้าเป็นเรื่องที่แมวไม่ชอบ ไม่ควรเรียกชื่อเด็ดขาด เพราะอาจจะทำให้แมวรู้สึกกลัวและไม่สนใจชื่อของตัวเองอีกต่อไป

2.ฝึกให้รู้จักที่ขับถ่าย

สำหรับแมวเล็กหรือแมวย้ายที่อยู่ ควรฝึกเรื่องการขับถ่ายให้เป็นที่ จะได้ไม่สร้างปัญหาขับถ่ายผิดที่ในอนาคต สิ่งที่คุณต้องทำคือการจัดหากระบะทรายแมวที่มีความสะอาดและอยู่ในมุมสงบ คนไม่พลุกพล่าน เริ่มฝึกหลังการกินอาหารไปแล้วประมาณ 20 นาที จากนั้นอุ้มแมวไปดมกลิ่นทรายในกระบะ ซึ่งถ้าเป็นแมวที่มีประสบการณ์มาก่อน เมื่อได้ที่กลิ่นทรายสักครู่จะสามารถใช้ได้เองอัตโนมัติ แต่ถ้าเป็นแมวเล็กควรต้องจับตาดูพฤติกรรมให้ดี เมื่อใดที่แมวเริ่มจะขับถ่าย แต่ไม่ใช่ที่กระบะทราย ให้คุณรีบอุ้มแมวมาที่กระบะทรายทันที เพื่อทำให้แมวได้รู้ว่าจุดนี้เป็นจุดที่ต้องขับถ่ายในอนาคต

3.ฝึกด้วยกระดิ่ง

ปัจจุบันกระดิ่งแมวได้รับความสนใจจากเจ้าของเป็นอย่างมาก โดยมีขายหลายสีและหลายรูปแบบ กระดิ่งจะถูกทำขึ้นเพื่อให้แมวสามารถใช้อุ้งเท้ากดแล้วมีเสียง ซึ่งเจ้าของส่วนใหญ่จะใช้ในการฝึกด้านต่าง ๆ เช่น การขอขนม เมื่อใดที่ต้องการกินขนมจะฝึกให้แมวกดกระดิ่งแล้วจึงจะได้ขนมไป รวมถึงเรื่องขออาหารด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีผู้ฝึกให้แมวกดกระดิ่งเมื่อมีคนมาหน้าบ้านและเมื่อภารกิจเสร็จก็จะได้รับขนมเป็นของรางวัล ซึ่งถือว่าการฝึกนี้ได้ผลดีเลยทีเดียว

4.ฝึกแมวให้นั่งและหมอบ

การฝึกแมวให้นั่งและหมอบไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่คุณมีขนมที่แมวชอบและเรียกแมวให้มาตรงหน้า จากนั้นกดช่วงก้นแมวลงให้มีลักษณะคล้ายการนั่งเบา ๆ ไม่ควรกดแรงหรือบังคับเด็ดขาด ให้แมวทำด้วยความเต็มใจ เมื่อทำสำเร็จให้ใช้น้ำเสียง ดีใจและมอบขนมให้ ถ้าเป็นการหมอบใช้ทั้งมือสองข้างกดช่วงก้นและช่วงหลังของแมวแบบเบา ๆ เช่นกัน พร้อมพูดว่าหมอบ เมื่อน้องแมวทำได้ควรให้ขนมเป็นของรางวัล จากนั้นให้ฝึกแบบค่อย ๆ ปล่อยมือไปเรื่อย ๆ เมื่อน้องแมวเคยชินแล้ว เพียงแค่พูดว่านั่งหรือหมอบก็จะทำทันที

การฝึกแมวจำเป็นอย่างมากที่จะต้องใช้ความอดทนและต้องใช้เวลาพอสมควร ห้ามบังคับ อย่างทำให้แมวรู้สึกกลัวเด็ดขาด เพราะเมื่อใดที่แมวรู้สึกเครียด กังวล หรือมีความกลัวเกิดขึ้น จะยิ่งไม่กลับมาทำอีกและจะไม่ยอมฟังคำสั่งใด ๆ ต่อจากนี้อีกด้วย

ที่คนค้นหาเกี่ยวกับเนื้อหานี้ :

แนะนำอาหารสำหรับ แมวที่เป็นโรคตับ กินแล้วปลอดภัย

อาหารรักษาโรคตับในแมว พลังงานสูง ช่วยเจ้าเหมียวแข็งแรงร่าเริงอีกครั้ง

“โรคตับ” เป็นอาการป่วยของแมวที่คนเลี้ยงไม่ควรมองข้าม เพราะตับคืออวัยวะ ที่เรียกได้ว่าเป็นส่วนสำคัญในร่างกาย ทั้งการย่อยอาหาร, การกำจัดสารพิษ และการเก็บวิตามิน หรือแร่ธาตุต่างๆ เป็นต้น โดยตับสามารถถูกทำลายได้หลายสาเหตุ แต่ส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากแมวที่อายุมากหรือแมวที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน หากไม่ได้รับการรักษาหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารก็อาจทำให้เกิดความเสี่ยงได้ วันนี้เราจึงนำอาหารรักษาโรคตับในแมวมาแนะนำกัน เพื่อช่วยให้เจ้าเหมียวกลับมามีสุขภาพที่แข็งแรงและสดใสร่าเริงอีกครั้ง

>> อาหารแมวสูตรรักษาโรคตับ  ของแท้ มั่นใจคุณภาพสินค้าเกินราคา คลิกที่นี่ได้เลย


Royal Canin อาหารแมว สูตร Hepatic

Royal Canin หนึ่งในแบรนด์ที่หลายคนไว้วางใจ โดยมาพร้อมสูตรพิเศษ Hepati ชนิดแห้ง เหมาะสำหรับน้องแมวที่มีปัญหาสุขภาพหรือป่วยเป็นโรคตับ สำหรับสูตรนี้มีสารอาหารที่ครบถ้วน ช่วยลดการสลายโปรตีนจากกล้ามเนื้อมาเป็นพลังงาน และลดความเสี่ยงในการชักจากยูเรียที่ขึ้นสมอง พร้อมทั้งทำให้สุขภาพน้องแมวกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง และกินอาหารได้มากกว่าเดิม นอกจากนี้แมวที่ป่วยเป็นโรคท่อน้ำดีอักเสบ, โรคสมองที่เกิดจากตับหรือสภาวะทองแดงที่ผิดปกติในตับ ก็สามารถกินอาหารสูตรนี้ได้เลย ซึ่งต้องขอบอกเลยว่าโรคตับ หากไม่ได้รับการดูแลที่ถูกต้อง อาจยิ่งทำให้โรคมีความรุนแรงได้ ดังนั้นคนเลี้ยงจึงต้องให้ความสำคัญกับโภชนาการทุกมื้อของน้องแมว สำหรับราคาอยู่ที่ประมาณ 910 บาท

>> สั่งซื้อ Royal Canin อาหารเเมว สูตร Hepatic ประกอบการรักษาโรคตับ ชนิดแห้ง  รักษาโรคตับ คุณภาพดี มีสารอาหารครบถ้วน คลิก


ใครที่มีสัตว์เลี้ยงสุดรักอย่างน้องเหมียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากตอนนี้กำลังประสบกับปัญหาโรคตับ สามารถเลือกทานอาหารแมวสูตรที่เราแนะนำได้ รับรองเลยว่าจะช่วยให้อาการป่วยกลับมาดีขึ้น และทำให้น้องแมวกินอาหารได้ตามปกติแน่นอน

ที่คนค้นหาเกี่ยวกับเนื้อหานี้ :

รีวิว โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา ภูเก็ต

โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา ภูเก็ต

โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา ภูเก็ต นั้น ก่อตั้งมานาน เป็นที่น่าเชื่อถือ และยังเป็น โรงพยาบาลสัตว์ แห่งแรกที่เปิดไห้บริการตลอด 24 ชั่วโมง สะดวกสบายในการเดินทาง และ เนื่องจากทางโรงพยาบาล มีนโยบายในการรักษาสัตว์เลี้ยง ด้วยความเข้าอกเข้าใจคนรักสัตว์เป็นหลัก จึงทำให้เกิดการบอกต่อ และเป็นที่รู้จักอย่างเเพร่หลาย ของคนทั่วไปนั่นเอง


สถาน ที่ตั้ง เเละช่องทางติดต่อ 

สนใจไปรับบริการที่ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา ภูเก็ต สามารถไปที่ สถานที่ตั้ง ตามนี้ได้เลย เดินทางสะดวก เเละพื้นที่กว้างขวาง

โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา ภูเก็ต

27/10 หมู่ 7 ถ.เจ้าฟ้าตะวันตก ต.ฉลอง
อ.เมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต 83130

เบอร์โทร ติดต่อ : +6681-895-3277
E-mail : info@thonglorpet.com


ทำไมถึงเลือกใช้บริการที่ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา ภูเก็ต

เนื่องจากปัจจุบัน มีโรงพยาบาลแมวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลใหญ่หรือคลินิกรักษาแมว แต่สาเหตุที่เข้าไปใช้บริการจาก โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา ภูเก็ต นั้น มีหลายปัจจัยอย่างเช่น

    1. เปิดบริการ 24 ชั่วโมง เราจึงมั่นใจได้ว่า เมื่อแมวของเราป่วย เราสามารถที่จะส่งไปรักษาได้ทันที ไม่ต้องรอเวลา เพราะอาจจะเสียโอกาสและทำให้แมวของเราอาการหนักมากกว่าเดิม
    2. โรงพยาบาลสะอาด และได้มาตรฐาน ซึ่งเรามั่นใจได้เลยว่า การนำแมวของเรา เข้าไปรับการรักษาจะสะอาดและปลอดเชื้อแน่นอน
    3. ทีมสัตวแพทย์ของโรงพยาบาล มีความชำนาญเฉพาะทาง ซึ่งเราสามารถมั่นใจได้เลยว่าการรักษาแมวของเรานั้น จะได้รับการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
    4. โรงพยาบาลได้รับมาตรฐานสากล ตามระบบ ISO และยังมีรางวัลการันตีต่างๆ อีกมากมาย ซึ่งทำให้มั่นใจได้เลยว่าโรงพยาบาลนั้น ได้คุณภาพตามมาตรฐานสากลเเน่นอน
    5. การรักษาของโรงพยาบาลนั้น เน้นการรักษาด้วยการใส่ใจ เข้าใจหัวอกของคนรักแมว ซึ่งทำให้การเข้าไปรักษาแมวทุกครั้ง ได้รับความสบายใจ และประทับใจอย่างมาก

ศูนย์ รักษา – บริการ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา ภูเก็ต



หากต้องการหา โรงพยาบาลเพื่อรักษาแมว โปรดของท่าน หากท่านอยู่เเถว ภูเก็ต สามารถเข้าไปรับบริการ ขอแนะนำ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขานี้ได้เลย จากประสบการณ์โดยตรง จากผู้เข้าไปรับบริการ มั่นใจได้เลยว่า ท่านจะประทับใจ ในบริการ และ มาตฐานของ โรงพยาบาล อย่างเช่นเรา อย่างแแน่นอน

ที่คนค้นหาเกี่ยวกับเนื้อหานี้ :

รีวิว โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา พัทยา

โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา พัทยา 

โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา พัทยา  นั้น ก่อตั้งมานาน เป็นที่น่าเชื่อถือ และยังเป็น โรงพยาบาลสัตว์ แห่งแรกที่เปิดไห้บริการตลอด 24 ชั่วโมง สะดวกสบายในการเดินทาง ตั้งอยู่ตึกสูงถึง 3 ชั้น และ เนื่องจากทางโรงพยาบาล มีนโยบายในการรักษาสัตว์เลี้ยง ด้วยความเข้าอกเข้าใจคนรักสัตว์เป็นหลัก จึงทำให้เกิดการบอกต่อ และเป็นที่รู้จักอย่างเเพร่หลาย ของคนทั่วไปนั่นเอง


สถาน ที่ตั้ง เเละช่องทางติดต่อ 

สนใจไปรับบริการที่ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา พัทยา  สามารถไปที่ สถานที่ตั้ง ตามนี้ได้เลย เดินทางสะดวก เเละพื้นที่กว้างขวาง

โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา พัทยา

147/41-44 ม.9 ถ.สุขุมวิท
หนองปรือ บางละมุง ชลบุรี 20150

เบอร์โทร ติดต่อ : +6638-423-078-9
E-mail : info@thonglorpet.com


ทำไมถึงเลือกใช้บริการที่ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา พัทยา 

เนื่องจากปัจจุบัน มีโรงพยาบาลแมวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลใหญ่หรือคลินิกรักษาแมว แต่สาเหตุที่เข้าไปใช้บริการจาก โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา พัทยา  นั้น มีหลายปัจจัยอย่างเช่น

    1. เปิดบริการ 24 ชั่วโมง เราจึงมั่นใจได้ว่า เมื่อแมวของเราป่วย เราสามารถที่จะส่งไปรักษาได้ทันที ไม่ต้องรอเวลา เพราะอาจจะเสียโอกาสและทำให้แมวของเราอาการหนักมากกว่าเดิม
    2. โรงพยาบาลสะอาด และได้มาตรฐาน ซึ่งเรามั่นใจได้เลยว่า การนำแมวของเรา เข้าไปรับการรักษาจะสะอาดและปลอดเชื้อแน่นอน
    3. ทีมสัตวแพทย์ของโรงพยาบาล มีความชำนาญเฉพาะทาง ซึ่งเราสามารถมั่นใจได้เลยว่าการรักษาแมวของเรานั้น จะได้รับการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
    4. โรงพยาบาลได้รับมาตรฐานสากล ตามระบบ ISO และยังมีรางวัลการันตีต่างๆ อีกมากมาย ซึ่งทำให้มั่นใจได้เลยว่าโรงพยาบาลนั้น ได้คุณภาพตามมาตรฐานสากลเเน่นอน
    5. การรักษาของโรงพยาบาลนั้น เน้นการรักษาด้วยการใส่ใจ เข้าใจหัวอกของคนรักแมว ซึ่งทำให้การเข้าไปรักษาแมวทุกครั้ง ได้รับความสบายใจ และประทับใจอย่างมาก

ศูนย์ รักษา – บริการ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา พัทยา 





หากต้องการหา โรงพยาบาลเพื่อรักษาแมว โปรดของท่าน หากท่านอยู่เเถว พัทยา สามารถเข้าไปรับบริการ ขอแนะนำ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขานี้ได้เลย จากประสบการณ์โดยตรง จากผู้เข้าไปรับบริการ มั่นใจได้เลยว่า ท่านจะประทับใจ ในบริการ และ มาตฐานของ โรงพยาบาล อย่างเช่นเรา อย่างแแน่นอน

ที่คนค้นหาเกี่ยวกับเนื้อหานี้ :

รีวิว โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา ประดิษฐ์มนูธรรม

โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา ประดิษฐ์มนูธรรม

โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา ประดิษฐ์มนูธรรม  นั้น ก่อตั้งมานาน เป็นที่น่าเชื่อถือ และยังเป็น โรงพยาบาลสัตว์ แห่งแรกที่เปิดไห้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งอยู่ที่ถนน เลียบทางด่วน – รามอินทรา สะดวก ในการเดินทาง และ เนื่องจากทางโรงพยาบาล มีนโยบายในการรักษาสัตว์เลี้ยง ด้วยความเข้าอกเข้าใจคนรักสัตว์เป็นหลัก จึงทำให้เกิดการบอกต่อ และเป็นที่รู้จักอย่างเเพร่หลาย ของคนทั่วไปนั่นเอง


สถาน ที่ตั้ง เเละช่องทางติดต่อ 

สนใจไปรับบริการที่ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา ประดิษฐ์มนูธรรม สามารถไปที่ สถานที่ตั้ง ตามนี้ได้เลย เดินทางสะดวก เเละพื้นที่กว้างขวาง

โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา ประดิษฐ์มนูธรรม

738 ถนนประดิษฐ์มนูธรรม แขวงคลองเจ้าคุณสิงห์
เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร 10310

เบอร์โทร ติดต่อ : +662-079-9955
E-mail : info@thonglorpet.com


ทำไมถึงเลือกใช้บริการที่ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา ประดิษฐ์มนูธรรม

เนื่องจากปัจจุบัน มีโรงพยาบาลแมวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลใหญ่หรือคลินิกรักษาแมว แต่สาเหตุที่เข้าไปใช้บริการจาก โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา ประดิษฐ์มนูธรรม นั้น มีหลายปัจจัยอย่างเช่น

    1. เปิดบริการ 24 ชั่วโมง เราจึงมั่นใจได้ว่า เมื่อแมวของเราป่วย เราสามารถที่จะส่งไปรักษาได้ทันที ไม่ต้องรอเวลา เพราะอาจจะเสียโอกาสและทำให้แมวของเราอาการหนักมากกว่าเดิม
    2. โรงพยาบาลสะอาด และได้มาตรฐาน ซึ่งเรามั่นใจได้เลยว่า การนำแมวของเรา เข้าไปรับการรักษาจะสะอาดและปลอดเชื้อแน่นอน
    3. ทีมสัตวแพทย์ของโรงพยาบาล มีความชำนาญเฉพาะทาง ซึ่งเราสามารถมั่นใจได้เลยว่าการรักษาแมวของเรานั้น จะได้รับการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
    4. โรงพยาบาลได้รับมาตรฐานสากล ตามระบบ ISO และยังมีรางวัลการันตีต่างๆ อีกมากมาย ซึ่งทำให้มั่นใจได้เลยว่าโรงพยาบาลนั้น ได้คุณภาพตามมาตรฐานสากลเเน่นอน
    5. การรักษาของโรงพยาบาลนั้น เน้นการรักษาด้วยการใส่ใจ เข้าใจหัวอกของคนรักแมว ซึ่งทำให้การเข้าไปรักษาแมวทุกครั้ง ได้รับความสบายใจ และประทับใจอย่างมาก

ศูนย์ รักษา – บริการ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขา ประดิษฐ์มนูธรรม



หากต้องการหา โรงพยาบาลเพื่อรักษาแมว โปรดของท่าน หากท่านอยู่เเถว ประดิษฐ์มนูธรรม สามารถเข้าไปรับบริการ ขอแนะนำ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขานี้ได้เลย จากประสบการณ์โดยตรง จากผู้เข้าไปรับบริการ มั่นใจได้เลยว่า ท่านจะประทับใจ ในบริการ และ มาตฐานของ โรงพยาบาล อย่างเช่นเรา อย่างแแน่นอน

ที่คนค้นหาเกี่ยวกับเนื้อหานี้ :

วิธีดูแลแมว เป็นโรคเบาหวาน อย่างถูกวิธี พร้อมวิธีตรวจสอบ

แมวเป็นโรคเบาหวาน ต้องดูแลอย่างไร ให้กินอาหารแบบไหนจึงจะเหมาะสม

การเป็นเบาหวานในแมวจะมีจุดตั้งต้นมาจากความอ้วน หรืออาจจะมาจากภาวะขาดสารอาหารได้ด้วยเช่นกัน แต่ที่สำคัญคือเรื่องของกรรมพันธุ์ ซึ่งจะมีความคล้ายคลึงกับโรคเบาหวานในคนเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ในเรื่องของปัจจัยการเกิดโรคและการทำงานที่ผิดปกติภายในร่างกายก็จะเหมือนกับปัจจัยโรคเบาหวานในคนอีกด้วย สำหรับเจ้าของแมวแล้วควรระมัดระวังให้ดี เพราะถ้าพบความผิดปกติของโรคนี้ช้าเกินไปก็อาจทำให้ถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว

สิ่งที่ควรเข้าใจเกี่ยวกับแมวที่เป็นโรคเบาหวาน

การเกิด “โรคเบาหวาน” ในแมวมาจากความผิดปกติของตับ ที่เคยสร้างฮอร์โมนอินซูลินออกมาเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด แต่เมื่อส่วนของการสร้างฮอร์โมนกลับมีความผิดปกติหรือเสียหาย ย่อมทำให้อินซูลินไม่สามารถออกมาได้ตามปกติเหมือนเช่นเดิม น้ำตาลกลูโคสที่เข้ามาภายในร่างกาย จึงมีการตกค้างอยู่ภายในกระแสเลือด เมื่อร่างกายต้องนำน้ำตาลเหล่านี้ไปใช้เพื่อเผาผลาญพลังงานก็จะไม่สามารถทำได้ จึงทำให้เกิดการตกค้างอยู่ภายในกระแสเลือดเป็นจำนวนมาก แล้วเมื่อเกิดการคั่งค้างเป็นระยะเวลานาน จึงส่งผลกระทบให้เกิดเป็นโรคเบาหวาน พร้อมการแสดงอาการออกทางร่างกายที่ทำให้รู้ว่าแมวของคุณกำลังป่วยด้วยภาวะเบาหวานอย่างสมบูรณ์แบบแล้วนั่นเอง

ความน่ากลัวของโรคเบาหวาน ไม่ใช่แค่เพียงการทำให้ร่างกายเสื่อมโทรมลงเร็วเท่านั้น แต่เป็นการคลืบคลานเข้ามาแบบเงียบ ๆ ของโรค ที่จะทำให้แมวมีอาการทรุดหนักลงเรื่อย ๆ โดยที่เจ้าของแทบไม่รู้ตัว ทั้งยังมีอาการน่ากลัวที่หิวและกินอาหารบ่อย กินอาหารมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่กลับน้ำหนักตัวไม่สูงและมีร่างกายที่ผอมลง เนื่องมาจากพลังงานภายในร่างกายขาดสมดุลอย่างหนัก ดังนั้นกว่าที่คุณจะรู้ว่าแมวเป็นโรคเบาหวานก็แทบจะมาถึงระยะสุดท้ายของการเป็นโรคแล้ว ซึ่งแมวบางตัวกว่าจะแสดงอาการก็กลายเป็นเบาหวานแบบขั้นรุนแรง จนแทบพยุงอาการไว้ไม่ได้ จึงทำให้เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตภายในแมวที่สูงไม่แพ้โรคอื่นเลยทีเดียว

แมวเป็นโรคเบาหวานเกิดจากอะไร?

การเกิดโรคเบาหวานภายในแมวจะมีปัจจัยและอาการที่คล้ายคลึงกับโรคเบาหวานของมนุษย์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะโรคเบาหวานแบบชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 โดยจะมีสาเหตุที่ก่อให้เกิดภาวะโรคเบาหวานในแมวได้ง่าย ๆ คือ

  • เซลล์อินซูลินภายในตับอ่อนเกิดความเสียหายและถูกทำลายแบบไม่ทราบสาเหตุ
  • เกิดการขาดอินซูลินอย่างหนัก
  • น้ำตาลที่ไม่ได้รับการจำกัดจากอินซูลินตกค้างมานาน จนทำให้มีน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป
  • น้ำตาลในเลือดเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน
  • มีอาการเจ็บป่วยจากโรคอื่นมาก่อน เช่น โรคตับอ่อนอักเสบหรือโรคที่เกิดจากฮอร์โมนบางชนิดภายในร่างกายทำงานผิดปกติ จึงทำให้เกิดโรคเบาหวานแทรกซ้อน
  • การได้รับยาบางชนิดติดต่อกันนานเกินไป โดยเฉพาะยาที่ออกฤทธิ์แบบฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนและยาสเตียรอยด์
  • สายพันธุ์ของแมวบางสายพันธ์ มีการแฝงยีนของโรคเบาหวานมาด้วย
  • แมวกินเก่ง มีน้ำหนักเกิน และไม่ชอบออกกำลังกาย
  • อาหารที่ให้แมวกินมีไขมัน โซเดียม น้ำตาล และคาร์โบไฮเดรตสูงมากเกินไป
  • การเกิดภาวะเบาหวานในแมวมีมากจากปัจจัยเรื่องพันธุกรรมเช่นกัน
  • บางครั้งการเกิดโรคเบาหวานอาจมาจากภาวะขาดสารอาหารได้อีกด้วย
  • ความเครียดที่มีสูงผิดปกติ
  • มีการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์รอบตัวเร็วเกินไป ก็สามารถเร่งให้เกิดโรคเบาหวานได้ง่ายเช่นกัน
  • แมวเพศผู้จะมีสิทธิ์เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานได้มากกว่าแมวเพศเมีย

อาการของโรคเบาหวานในแมว

ถ้าคุณกำลังกังวลใจว่าแมวของคุณจะเป็นโรคเบาหวานหรือไม่ ลองสังเกตอาการดังต่อไปนี้

  • กินน้ำบ่อย เดินกินทั้งวัน และกินน้ำปริมาณมากต่อครั้ง
  • ปัสสาวะบ่อยครั้งและออกมาเป็นจำนวนมากทุกครั้ง
  • กินอาหารบ่อย กินอาหารหมดทุกมื้อ แต่น้ำหนักตัวกับลดลง
  • มีอาการอ่อนเพลีย ซึม และหมดแรงอย่างเห็นได้ชัด
  • มีอาการอาเจียนบ่อยครั้ง
  • บางครั้งอาจมีอาการเบื่ออาหารร่วมด้วย
  • เกิดต้อกระจกที่เป็นสีขุ่นมัวภายในดวงตาและอาจทำให้ตาบอดในที่สุด

แมวเป็นโรคเบาหวาน ควรดูแลอย่างไร

เมื่อคุณรู้แล้วว่าแมวของคุณมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน ควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์ทันที เพื่อทำให้เกิดการรักษาที่ทันเวลาและเหมาะสม พร้อมการดูแลด้วยวิธีดังนี้

  • หลังการพบแพทย์ แมวบางตัวอาจจะต้องมีการฉีดอินซูลิน ดังนั้นจึงควรศึกษาวิธีฉีดอย่างถูกต้องและฉีดให้ตรงเวลาตามสัตวแพทย์สั่งเสมอ
  • ควบคุมอาหารของแมวด้วยการให้อาหารสูตรเฉพาะ สำหรับรักษาแมวเป็นโรคเบาหวาน
  • เสริมกิจกรรมการออกกำลังกายให้กับแมวทุกตัวภายในบ้าน เพื่อเป็นการกระตุ้นให้แมวที่ป่วยเบาหวานรู้สึกอยากจะวิ่งเล่นเหมือนกับแมวตัวอื่น
  • ควบคุมอาหารและขนมให้อยู่ในระดับปานกลางเท่านั้น
  • ห้ามให้อาหารของคนอย่างเด็ดขาด
  • สังเกตอาการเพิ่มและเมื่อพบความผิดปกติต้องพาพบสัตวแพทย์ทันที

อาหารที่เหมาะสำหรับแมวที่เป็นโรคเบาหวาน เป็นอาหารแบบไหน ให้อาหารอะไรได้บ้าง

สำหรับผู้ที่ต้องเผชิญกับการดูแลแมวป่วยเป็นโรคเบาหวาน จำเป็นต้องดูแลอย่างใกล้ชิดและให้อาหารที่เหมาะสม แต่ยังไม่รู้ว่าควรให้อาหารแบบใดดี จึงจะทำให้แมวเป็นโรคนี้ไม่เสี่ยงต่อสภาวะช็อคหรือทำให้อาการของโรคหนักขึ้น ลองมาดูอาหารสำหรับแมวเป็นโรคเบาหวานที่คุณควรศึกษาไว้ ดังนี้

1.อาหารควบคุมน้ำหนัก

อาหารแมวสำหรับควบคุมน้ำหนัก จะมีทั้งแบบอาหารเม็ดและอาหารเปียกที่เป็นสูตรเฉพาะ เพื่อการให้สารอาหารที่ครบถ้วนและมีความเหมาะสมต่อร่างกายของแมวเป็นเบาหวาน โดยที่จะไม่เพิ่มทั้งน้ำหนักและถูกควบคุมปริมาณของน้ำตาล ไขมัน และคาร์โบไฮเดรตไว้อย่างถูกต้องตามสูตรทั้งหมด พร้อมการเพิ่มทั้งไฟเบอร์และ L-Carnitine เพื่อเป็นตัวช่วยในการเผาผลาญน้ำตาลกับพลังงานได้มากขึ้น และช่วยทำให้ระบบภายในฟื้นฟูได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ลำไส้กับการขับถ่ายเป็นไปตามปกติ

2.อาหารคุมเบาหวาน

อาหารสำหรับคุมเบาหวานของแมวมีทั้งแบบอาหารเม็ดและอาหารเปียกด้วยเช่นกัน โดยจะเป็นอาหารที่เคี้ยวง่ายและย่อยง่าย จึงทำให้ซึมซาบเข้าสู่อวัยวะภายในได้อย่างรวดเร็ว พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมเบาหวาน จากการเพิ่มปริมาณของไฟเบอร์และมีตัวช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลภายในกระแสเลือด จึงทำให้ปริมาณของอินซูลินเป็นไปอย่างเหมาะสม ลดปัญหาอาการท้องผูกและช่วยทำให้ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นกว่าเดิม

3.อาหารรักษาเบาหวาน

สำหรับอาหารแบบรักษาเบาหวานภายในแมวจะใช้ร่วมกับการรักษาด้วยยา ดังนั้นจึงควรให้แมวกินไปตลอดจนกว่าอาการจะดีขึ้น จึงค่อยเปลี่ยนเป็นอาหารเสริมบำรุงแทน ซึ่งอาหารประเภทนี้จะถูกทำขึ้นเพื่อรักษาโรคเบาหวานและควบคุมน้ำหนักหลังการรักษาโรคโดยเฉพาะ จึงทำให้ช่วงเวลาที่คุณจะต้องรักษาโรคเบาหวานภายในแมวจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารแต่อย่างใด เพราะอาหารประเภทนี้จะเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้น้ำตาลคงที่มากขึ้น มีให้เลือกทั้งแบบอาหารเม็ดและอาหารเปียกตามความชื่นชอบของน้องแมว

สิ่งที่ควรป้องกัน เพื่อไม่ให้แมวเป็นโรคเบาหวาน

ถ้าคุณไม่ต้องการให้น้องแมวสุดที่รักของคุณ ต้องเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานหรือต้องเผชิญกับอาการของโรคที่สร้างความทรมานต่าง ๆ คุณควรทำการป้องกันตั้งแต่วันนี้ เพื่อไม่ทำให้แมวต้องเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคเบาหวานเร็วจนเกินไป ซึ่งวิธีการป้องกัน คือ

  • พาแมวของคุณไปตรวจเลือดและสุขภาพทุกปี
  • การให้อาหารควรเลือกเฉพาะแต่อาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายแมวเท่านั้น
  • หลีกเลี่ยงการให้อาหารเป็นจำนวนมากตลอดทั้งวัน
  • เพิ่มกิจกรรมการออกกำลังกาย เพื่อทำให้แมวสูงอายุได้ขยับตัวมากขึ้น
  • ทำความสะอาดภาชนะใส่น้ำและอาหารอยู่เสมอ เพื่อป้องกันการติดเชื้อโรคต่าง ๆ
  • ทำความสะอาดที่นอนและที่อยู่อาศัยของแมว รวมไปถึงสถานที่ขับถ่ายให้สะอาดเสมอ
  • จัดที่นอนลับตาคนและมีบรรยากาศเงียบสงบ เพื่อลดความตึงเครียดของแมว
  • การให้ขนมควรให้เพียงสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งเท่านั้น
  • ควรเลี้ยงแมวด้วยระบบปิด เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากนอกบ้าน
  • ถ้าแมวมีการแสดงออกถึงอาการเจ็บป่วยในรูปแบบใดก็ตาม ควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์ทันที

การเกิดเบาหวานในแมว จะมีลักษณะของอาการและปัจจัยเกิดโรคที่คล้ายกับมนุษย์เป็นอย่างมาก ดังนั้นการสังเกตอาการภายในแมวจึงไม่ยากเท่าที่ควร แต่ทั้งนี้ผู้ที่เป็นเจ้าของแมวควรต้องใส่ใจต่อทุกพฤติกรรมของแมวคุณให้ดี เพื่อที่จะสามารถมองอาการออกแล้วนำแมวไปรักษาได้ทันเวลา แต่ถ้าต้องการความมั่นใจในเรื่องของสุขภาพที่มากขึ้น ควรพาแมวของคุณไปตรวจสุขภาพประจำทุกปี ที่สำคัญคือถ้าพบแล้วว่าแมวเป็นโรคเบาหวาน ควรดูแลและรักษาอย่างถูกต้อง เพื่อทำให้การใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ของแมวที่คุณรักมีความสุขมากที่สุด

ที่คนค้นหาเกี่ยวกับเนื้อหานี้ :

วิธีดูแล แมวทำหมัน อย่างถูกวิธี พร้อมอาหารที่แนะนำ

แมวทำหมัน ดูแลอย่างไร ควรให้กินอาหารแบบไหนดีที่สุด

การทำหมันแมวให้ประโยชน์ที่มากกว่าที่ใครหลายคนคิด เพราะนอกจากจะเป็นการลดปริมาณประชากรที่เกิดใหม่ของแมวและทำให้อยู่ภายในจำนวนที่ดูแลได้อย่างทั่วถึงแล้ว ยังช่วยฟื้นฟูสุขภาพของทั้งแมวเพศผู้และเพศเมียได้ดีมากขึ้น พร้อมลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคร้ายต่าง ๆ และช่วยยืดอายุให้แมวที่รักของคุณอยู่ได้ยาวนานมากยิ่งขึ้นอีกด้วย การทำหมันแมวจึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เจ้าของแมวยุคนี้ไม่ควรมองข้าม

สิ่งที่ควรเข้าใจเกี่ยวกับแมวทำหมัน

การทำหมันของทั้งแมวเพศผู้และเพศเมียจะต้องใช้วิธีการผ่าตัดเหมือนกัน แต่จะแตกต่างด้วยขั้นตอน การผ่าภายในแมวเพศเมียจะมีความยุ่งยากมากกว่าเพราะจะต้องผ่าตัดเข้าไปถึงมดลูก ส่วนเพศผู้จะผ่าตัดเพียงแค่นำลูกอัณฑะของแมวออกไปเท่านั้น โดยวิธีการที่แตกต่างและความยุ่งยากที่ไม่เหมือนกัน จึงทำให้การผ่าตัดในแมวเพศเมียจะมีราคาที่ค่อนข้างสูงกว่าและจะต้องให้การดูแลที่มากกว่า ซึ่งก่อนทำหมันแมวเพศเมียจะต้องไม่มีอาการติดสัดมาก่อน หรือจะต้องทิ้งช่วงระยะเวลาหลังการติดสัดไปจนกว่าแมวตัวเมียจะหมดอาการ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการตกเลือดในขณะผ่าตัด ส่วนแมวตัวผู้นั้นสามารถทำได้ตลอด ไม่ว่าจะช่วงเวลาใดก็ตาม  ซึ่งรูปแบบการผ่าตัดเพื่อทำหมันแมวตัวเมียจะถูกแบ่งออกเป็น 2 แบบด้วยกัน คือ

1.การผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง

รูปแบบการผ่าตัดดั้งเดิม คือ การผ่าตัดเปิดหน้าท้องเพื่อดึงรังไข่กับมดลูกของแมวขึ้นมา แล้วทำการ ผูกที่รอบรังไข่กับมดลูกให้แน่น รวมไปถึงการมัดให้เส้นเลือดไม่สามารถมาเลี้ยงได้ แล้วทำการตัดรังไข่กับมดลูกออกจากกัน จากนั้นจะมีการนำทั้งมดลูกและรังไข่ใส่กลับเข้าที่เดิมแล้วทำการปิดแผลด้วยการเย็บให้เรียบร้อย แต่การผ่าตัดด้วยวิธีนี้อาจจะมีการตัดเพียงแค่เฉพาะรังไข่ออกได้เช่นกัน

2.การผ่าตัดแบบสอดกล้อง

การผ่าตัดในรูปแบบส่องกล้อง เป็นรูปแบบใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องเปิดหน้าท้อง โดยใช้เพียงแค่การผ่ารอยขนาดเล็กบนส่วนใดส่วนหนึ่งของหน้าท้องที่จะเปิดแผลเพียงแค่ 2 เซนติเมตร ประมาณ 2 รูขึ้นไป แล้วทำการสอดกล้องกับเครื่องมือสำหรับการผ่าตัด ซึ่งในขณะผ่าจะมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อทำให้ช่องท้องขยายมากขึ้น จึงทำให้การสอดเครื่องมือกับกล้องที่ส่องภายในช่องท้องทำงานได้อย่างสะดวก เมื่อผ่าตัดเสร็จจะมีการสูบเอาคาร์บอนไดออกไป โดยขั้นตอนของการผ่าจะเกิดขึ้นภายในรูขนาดเล็กที่ถูกเจาะไว้ โดยจะมีทั้งการตัด การผูก และการเย็บที่เสร็จสิ้นในขั้นตอนเดียว แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว วิธีการสอดกล้องยังไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก

สำหรับการทำหมันในแมวเพศผู้จะทำได้ง่ายกว่าแมวเพศเมีย แต่ก็อาจจะเป็นการผ่าตัดที่ยากมากขึ้น ถ้าพบว่าแมวเพศผู้นั้นเกิดภาวะไข่ทองแดงหรือภาวะที่มีลูกอัณฑะเพียงแค่ข้างเดียว ซึ่งลูกอัณฑะที่เหลือกลับไปเติบโตอยู่อวัยวะภายใน ถ้าเกิดปัญหานี้ขึ้นมาจะต้องทำการผ่าตัดเปิดช่องท้องเท่านั้น นอกจากนี้การผ่าตัดใหญ่จะเกิดขึ้นถ้าเกิดภาวะเหล่านี้

  • ภาวะอัณฑะฝ่อหรือท่ออสุจิอักเสบ
  • เกิดบาดแผลที่ลูกอัณฑะอย่างรุนแรง
  • มีเนื้องอกบริเวณลูกอัณฑะ
  • ภาวะอัณฑะบิด
  • ไส้เลื่อน
  • ต่อมลูกหมากอักเสบ
  • เกิดนิ่วท่อปัสสาวะ

รูปแบบของการผ่าตัดทำหมันแมวเพศผู้จะมี 2 รูปแบบเหมือนกับแมวเพศเมีย แต่รูปแบบแรกจะมาในแบบ Open เทคนิค คือ การผ่าตัดเปิดช่องท้องช่วงบริเวณเหนืออัณฑะประมาณ 1 เซนติเมตร กับแบบที่ 2 คือ การกรีดที่บริเวณอัณฑะเป็นแนวตั้งแล้วกรีดช่วงกลางของอัณฑะอีก 1 แผล จากนั้นทำการผ่าเพื่อตัดท่ออสุจิออก แต่ยังคงเหลือลูกอัณฑะไว้ตามปกติ  ซึ่งรูปแบบการผ่าจะขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของสัตวแพทย์แต่ละรายว่าแมวที่มาทำหมันนั้น ควรผ่าตัดด้วยรูปแบบใด

ประโยชน์ที่ได้รับจากการทำหมันแมว

การทำหมันแมวไม่ใช่แค่เพียงการลดประชากร เพื่อการดูแลอย่างทั่วถึงเท่านั้น แต่ยังให้ประโยชน์ต่อตัวแมวในหลายด้าน ดังนี้

  • ลดพฤติกรรมก้าวร้าวของแมว เพราะฮอร์โมนหลังการผ่าตัดจะลดลงไปเรื่อย ๆ จนอาจจะหมดไปในที่สุด
  • สำหรับแมวตัวเมียจะช่วยลดการเกิดโรคมะเร็งได้มากเลยทีเดียว
  • ป้องกันปัญหาเรื่องโรคมดลูกอักเสบได้ดี
  • ป้องกันปัญหาการคลอดลูกยากที่อาจจะทำให้เสียชีวิตทั้งแม่และลูกแมว
  • มีพฤติกรรมอยู่ติดบ้าน ไม่หนีออกจากบ้าน และใกล้ชิดเจ้าของมากขึ้น
  • สำหรับแมวตัวผู้จะป้องกันได้หลายโรค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเนื้องอกและนิ่ว รวมไปถึงโรคมะเร็งในแมวได้
  • สำหรับผู้ที่ต้องเลี้ยงแมวหลายตัวภายในบ้าน เมื่อทำหมันแล้วแมวจะเริ่มเป็นมิตรต่อกันมากขึ้น เพราะจะไม่มี ฮอร์โมนหรือความรู้สึกหวงถิ่นและไม่ต้องวางอาณาเขตอีกต่อไป

อาการหลังแมวทำหมันเป็นอย่างไร

ถ้าคุณตัดสินใจที่จะทำหมันแมว หนึ่งในเรื่องที่คุณควรรู้ คือ พฤติกรรมหลังการทำหมันที่คุณควรเข้าใจ ดังนี้

  • แมวบางตัวอาจนอนทั้งวันและมีพฤติกรรมที่ขยับตัวน้อยลงกว่าเดิม
  • อาการก้าวร้าวหรือดุดันจะลดลงและลดไปเรื่อย ๆ ทุกวัน
  • หยุดการร้องหาคู่และลดการหนีออกจากบ้านได้มากขึ้น
  • ลดพฤติกรรมการฉี่ไม่เป็นที่และการฉี่ทับแมวตัวอื่น เพราะไม่จำเป็นต้องแสดงอาณาเขตอีกต่อไป
  • น้ำหนักตัวเพิ่มสูงขึ้น ไม่ค่อยเล่น และไม่ค่อยสนใจสิ่งรอบข้าง
  • สำหรับแมวตัวเมียจะเห็นพฤติกรรมที่แตกต่างไปจากเดิมชัดเจน คือ ไม่มีเสียงร้องหาคู่
  • การกินอาหารจะเพิ่มมากขึ้น จึงทำให้แมวบางตัวมีน้ำหนักสูงเกินเกณฑ์ ดังนั้นเจ้าของจึงจำเป็นที่จะต้องดูแลเรื่องน้ำหนักให้ดี
  • ใกล้ชิดและอ้อนเจ้าของมากขึ้น
  • แสดงพฤติกรรมที่อ่อนโยนทั้งกับเจ้าของและแมวด้วยกัน

แมวทำหมัน ควรดูแลอย่างไร

เมื่อคุณพาแมวไปทำหมันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เรื่องสำคัญที่คุณควรใส่ใจ คือ การดูแลแมวหลังทำหมันที่จะมีดังต่อไปนี้

  • ถ้าเป็นแมวเพศเมียจะต้องมีการใส่ชุดธรรมดาที่ปกปิดช่วงบริเวณหน้าท้องไว้ตลอดระยะเวลา 7 วัน
  • ถ้าไม่ใส่ไปชุดปิดหน้าท้อง ควรใส่เป็น Collar เพื่อป้องกันแมวเลียและกัดแผลตัวเอง
  • เจ้าของต้องดูแลแผลและทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ
  • ให้ยาตามที่สัตวแพทย์สั่งอย่างตรงเวลา
  • ให้อาหารที่เหมาะสมสำหรับแมวทำหมัน เพื่อการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว
  • หลังการทำหมันวันแรกแมวจะยังไม่ค่อยฟื้นจากยาสลบ เจ้าของต้องจัดท่านอนไม่ให้คอพับเด็ดขาดและไม่ให้นอนทับกัน เพื่อป้องกันการขาดอากาศหายใจ
  • อาการหลังฟื้นจากยาสลบแรก ๆ อาจจะยังไม่กินอาหาร ดังนั้นคุณจึงควรตั้งเพียงแค่ ภาชนะใส่น้ำไว้ใกล้แมวเท่านั้น
  • ถ้าแมวฟื้นแล้วยังไม่ควรให้แมวตัวอื่นเข้าใกล้ เพราะอาจจะเพิ่มความเครียดให้แมวที่ทำหมันได้
  • แยกแมวทำหมันออก เพื่อให้พักผ่อนอย่างเต็มที่
  • ดูแลทำความสะอาดพื้นที่ของแมวทำหมันให้สะอาดอยู่เสมอ
  • สังเกตอาการต่าง ๆ ให้ดี ถ้ามีความผิดปกติที่ตัวแมว เช่น ซึมลง, ไม่กินอาหาร หรือแผลอักเสบต้องรีบพบแพทย์ทันที

อาหารที่เหมาะสำหรับแมวทำหมัน ควรเป็นอาหารแบบไหน ให้อาหารอะไรได้บ้าง

หลังจากการทำหมันแล้วคุณควรเตรียมอาหารที่เหมาะสมให้กับแมวของคุณ เพื่อเป็นการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาหารสำหรับแมวทำหมันที่ควรเตรียมไว้ คือ

1.อาหารสูตรฟื้นฟู

อาหารสูตรฟื้นฟูสุขภาพของแมวหลังการทำหมัน ที่จะช่วยทำให้แผลจากการผ่าตัดหายได้เร็วมากขึ้น ลดการอักเสบ และช่วยควบคุมความเข้มข้นของปัสสาวะ เพื่อป้องกันปัญหาระบบปัสสาวะอักเสบ โดยมีทั้งรูปแบบอาหารเม็ดและอาหารเปียกที่มีการควบคุมสารอาหารไว้อย่างเหมาะสม มีโปรตีนธรรมชาติและมี L-Carnitine เพื่อช่วยเร่งการเผาผลาญไขมัน แป้ง และน้ำตาลภายในร่างกาย โดยสูตรฟื้นฟูสุขภาพแมวทำหมันนั้นจะมีการบ่งบอกถึงเรื่องอายุและขนาดน้ำหนักไว้อย่างชัดเจน ดังนั้นคุณจึงควรเลือกซื้ออย่างถูกต้อง

2.อาหารสูตรควบคุมน้ำหนัก

อาหารแมวสูตรควบคุมน้ำหนักเหมาะอย่างมากสำหรับแมวทำหมันแล้ว โดยเฉพาะช่วงหลังทำหมันแมวทั้งเพศผู้และเพศเมียจะกินอาหารมากขึ้น จนก่อให้เกิดปัญหาเรื่องโรคอ้วนและโรคอื่น ๆ ตามมา ดังนั้นจึงควรเลือกอาหารสำหรับการควบคุมน้ำหนัก เป็นอาหารที่สามารถลดทั้งไขมันและคาร์โบไฮเดรตได้ดี แต่เพิ่มมวลกล้ามเนื้อและช่วยเผาผลาญพลังงานที่เหลืออยู่ให้ออกไปอย่างหมดจด นอกจากนี้ควรเลือกเป็นสูตรแบบพรีไบโอติก เพื่อทำให้ระบบการย่อยอาหารดีขึ้นและมีสารสกัดจากธรรมชาติต่าง ๆ ที่ให้ประโยชน์ทั้งเรื่องของการขับถ่ายอย่างคล่องตัวและลดกลิ่นฉุน ลดความเข้มข้นภายในปัสสาวะ พร้อมบำรุงผิว ขน และกล้ามเนื้อให้มีความแข็งแรงมากขึ้น

ข้อควรรู้หลังการทำหมันแล้ว

เมื่อคุณทำหมันแมวเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีข้อควรรู้หลังจากการทำหมันที่คุณควรทำตามอย่างเคร่งครัด คือ

  • ปรับสูตรอาหารให้แมวใหม่ เน้นอาหารที่มีโปรตีน ไฟเบอร์ และ L-Carnitine รวมไปถึงสารอาหารต่าง ๆ ที่มีอย่างเหมาะสม
  • ลดอาหารไขมันและโซเดียมสูง เพื่อป้องกันปัญหาแมวอ้วนและอาจพาโรคต่าง ๆ ตามมา
  • เข้าใจถึงพฤติกรรมแมวหลังการทำหมันที่อาจจะเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น ไม่ค่อยวิ่ง ซึมลง หรือดูไม่ซนเท่าเดิม ดังนั้นจึงไม่ควรบังคับให้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่แมวไม่ชอบ เพราะอาจเพิ่มความเครียดได้
  • เสริมกิจกรรมการออกกำลังกายให้กับแมวอยู่เสมอ
  • สัปดาห์แรกของการทำหมันไม่ควรให้แมวออกกำลังกายหนักมากจนเกินไปและควรแยกที่อยู่จากแมวตัวอื่น
  • ถ้าในช่วงแรก แมวทำหมันภายในบ้านของคุณไม่สามารถเข้ากับแมวตัวอื่นได้ ไม่ต้องกังวลใจและควรให้เวลา
  • จัดที่นอนและกระบะทรายที่มีความเงียบสงบ เพื่อลดความตึงเครียด

เมื่อคุณพาแมวไปทำหมันแล้ว ควรดูแลสุขภาพและการกินอาหารของน้องแมวอยู่เสมอเพื่อป้องกันน้ำหนักที่เพิ่มสูงขึ้นจนอาจจะพาเอาโรคร้ายมาด้วย เนื่องจากแมวหลังการทำหมันแล้วจะมีแนวโน้มของการกินอาหารที่เพิ่มมากขึ้นและจะขยับตัวน้อยลงกว่าเดิมมาก ไม่กลับไปซนเหมือนเดิม จึงยิ่งส่งผลให้น้ำหนักสูงขึ้นได้ง่ายมากกว่าเดิม ดังนั้นคุณจึงควรดูแลทั้งเรื่องของอาหาร การออกกำลังกาย และการทำความสะอาดแผลหลังทำหมัน เพื่อทำให้น้องแมวของคุณมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

ที่คนค้นหาเกี่ยวกับเนื้อหานี้ :

รีวิว โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ เพ็ทเวลเนส เซนเตอร์ (สาขา เซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์)

โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ เพ็ทเวลเนส เซนเตอร์ (สาขา เซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์)

โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ เป็นโรงพยาบาลสัตว์ที่ขนาดใหญ่ ก่อตั้งมานาน เป็นที่น่าเชื่อถือ และยังเป็นโรงพยาบาลสัตว์แห่งแรกที่เปิดไห้บริการตลอด 24 ชั่วโมง และ เนื่องจากทางโรงพยาบาลมีนโยบายในการรักษาสัตว์เลี้ยงด้วยความเข้าอกเข้าใจคนรักสัตว์เป็นหลัก จึงทำให้เกิดการบอกต่อ และเป็นที่รู้จักอย่างเเพร่หลาย ของคนทั่วไปนั่นเอง


สถาน ที่ตั้ง เเละช่องทางติดต่อ 

สนใจไปรับบริการ สามารถไปที่ สถานที่ตั้ง ตามนี้ได้เลย เดินทางสะดวก เเละพื้นที่กว้างขวาง

เพ็ทเวลเนส เซนเตอร์ (Pet Wellness Center)
ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสวิลล์ ห้องเลขที่ 177-178
ถนนประดิษฐ์มนูธรรม แขวงลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร 10230

เบอร์โทร ติดต่อ : +662-029-7699
E-mail : info@thonglorpet.com


ทำไมถึงเลือกใช้บริการที่โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ

เนื่องจากปัจจุบัน มีโรงพยาบาลสัตว์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลใหญ่หรือคลินิกรักษาสัตว์ แตสาเหตุที่เข้าไปใช้บริการจากโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ นั้น มีหลายปัจจัยอย่างเช่น

    1. เปิดบริการ 24 ชั่วโมง เราจึงมั่นใจได้ว่า เมื่อสัตว์ของเราป่วย เราสามารถที่จะส่งไปรักษาได้ทันที ไม่ต้องรอเวลา เพราะอาจจะเสียโอกาสและทำให้สัตว์เลี้ยงของเราอาการหนักมากกว่าเดิม
    2. โรงพยาบาลสะอาด และได้มาตรฐาน ซึ่งเรามั่นใจได้เลยว่า การนำสัตว์เลี้ยงของเรา เข้าไปรับการรักษาจะสะอาดและปลอดเชื้อแน่นอน
    3. ทีมสัตวแพทย์ของโรงพยาบาล มีความชำนาญเฉพาะทาง ซึ่งเราสามารถมั่นใจได้เลยว่าการรักษาสัตว์เลี้ยงของเรานั้น จะได้รับการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
    4. โรงพยาบาลได้รับมาตรฐานสากล ตามระบบ ISO และยังมีรางวัลการันตีต่างๆ อีกมากมาย ซึ่งทำให้มั่นใจได้เลยว่าโรงพยาบาลนั้น ได้คุณภาพตามมาตรฐานสากลเเน่นอน
    5. การรักษาของโรงพยาบาลนั้น เน้นการรักษาด้วยการใส่ใจ เข้าใจหัวอกของคนรักสัตว์ ซึ่งทำให้การเข้าไปรักษาสัตว์เลี้ยงทุกครั้ง ได้รับความสบายใจ และประทับใจอย่างมาก

ศูนย์บริการ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ เพ็ทเวลเนส เซนเตอร์ (สาขา เซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์)

หากต้องการหา โรงพยาบาลเพื่อรักษาแมว โปรดของท่าน หากท่านอยู่เเถว เซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์ สามารถเข้าไปรับบริการ ขอแนะนำ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขานี้ได้เลย จากประสบการณ์โดยตรง จากผู้เข้าไปรับบริการ มั่นใจได้เลยว่า ท่านจะประทับใจ ในบริการ และ มาตฐานของ โรงพยาบาล อย่างเช่นเรา อย่างแแน่นอน

ที่คนค้นหาเกี่ยวกับเนื้อหานี้ :

แมวท้องผูก ทำไงดี ควรให้กินอาหารอะไรดีที่สุด

แมวท้องผูก ต้องทำอย่างไร ควรให้กินอาหารอะไรดีที่สุด

แมวท้องผูกถือว่าเป็นอีกหนึ่งอาการที่น่ากังวลใจของผู้ที่เป็นเจ้าของแมวไม่น้อย เพราะต้องทนเห็นแมวสุดที่รักมีอาการปวดเบ่งแต่ไม่สามารถถ่ายหนักออกมาได้ตามปกติ จึงอาจทำให้เกิดอาการซึมและอาจจะพ่วงมาสู่อาการไม่ดีต่าง ๆ ที่นำพาไปสู่การเสียชีวิตได้ง่ายเลยทีเดียว ดังนั้นถ้าคุณไม่อยากให้แมวของคุณต้องเสี่ยงต่อภาวะท้องผูกจนถึงแก่ชีวิตได้ ควรเข้าใจถึงภาวะนี้ให้มาก พร้อมเรียนรู้วิธีการดูแล, การป้องกัน และการรักษาอย่างถูกต้องที่สุด

สิ่งที่ควรเข้าใจเกี่ยวกับอาการท้องผูกในแมว

อาการแมวท้องผูกสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ซึ่งโดยทั่วไปแล้วภายใน 1 สัปดาห์ แมวอาจจะมีอาการถ่ายไม่ออกประมาณ 1 ครั้ง และมากสุดอาจจะ 2-3 ครั้งภายใน 1 เดือน แต่ถ้าเมื่อใดที่เป็นบ่อยและเป็นเกือบทุกวัน จนก่อให้เกิดอาการปวดเบ่งที่เมื่อเข้ากระบะทรายแล้วกลับไม่สามารถถ่ายหนักได้ ทั้งยังต้องใช้เวลานานในการเบ่ง นั่นเป็นการบ่งบอกว่าแมวของคุณเกิดภาวะท้องผูกเรื้อรังที่อาจลุกลามไปสู่การเสียชีวิตได้ง่าย ดังนั้นถ้าคุณเป็นเจ้าของจึงควรใส่ใจในปัญหานี้ให้มาก เพราะก่อนที่แมวจะเสียชีวิตต้องทนทรมานกับอาการถ่ายไม่ออกและอาการข้างเคียงเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

เมื่อใดที่น้องแมวของคุณไม่ถ่ายตามปกติหรือเริ่มไม่ถ่ายติดต่อกันตั้งแต่ 2 วันขึ้นไป จะถือว่าเกิดอาการท้องผูกแล้ว แต่ถ้ายาวนานถึง 3-5 วันแล้วยังไม่ถ่ายจะถือว่าเป็นท้องผูกเรื้อรังทันที ดังนั้นจึงไม่ควรนิ่งนอนใจและควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์ให้เร็วที่สุด เพื่อสังเกตอาการอื่น ๆ ต่อไป ซึ่งอาการท้องผูกนั้นโดยส่วนมากแล้วจะเกิดจากความผิดปกติของร่างกายเป็นหลัก โดยเฉพาะในเรื่องของอาหารที่ถือว่าเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้แมวเกิดอาการท้องผูกได้ง่ายมากที่สุด


แมวเป็นโรคท้องผูก เกิดจากสาเหตุใด

อาการแมวท้องผูกนั้นอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน แต่สาเหตุหลักที่พบได้มากที่สุดในแมวที่เป็นโรคนี้ คือ

    • กินอาหารที่มีโปรตีนหนักและไขมันสูง รวมไปถึงสารอาหารต่าง ๆ ที่มีมากเกินไป
    • ภายในอาหารไม่มีส่วนผสมของไฟเบอร์และ L-Carnitine จึงทำให้การขับถ่ายมีปัญหา
    • แมวไม่ชอบกินน้ำหรือกินน้ำน้อย จึงทำให้อุจจาระแข็งตัวและขับถ่ายได้ยาก
    • การเผลอกลืนของเล่นหรือวัสดุต่าง ๆ จึงทำให้เกิดปัญหาลำไส้อุดตัน นอกจากนี้ยังรวมถึงการทำความสะอาดขนบ่อยเกินไป จึงทำให้เกิดก้อนขนอุดตันลำไส้ได้เช่นกัน
    • เกิดอุบัติเหตุที่ทำให้กระดูกช่วงเชิงกรานหัก
    • เกิดปัญหาเนื้องอกภายในช่องท้องหรือช่วงกระดูกเชิงกราน
    • เกิดอาการบาดเจ็บช่วงบริเวณก้นหรือข้อเข่า
    • แมวที่มีน้ำหนักตัวมากและไม่ค่อยออกกำลังกาย ไม่ค่อยขยับตัว จะทำให้เกิดปัญหาเรื่องถ่ายยากด้วยเช่นกัน

อาการของโรคท้องผูก ในแมว

ถ้าคุณกำลังเริ่มสงสัยว่าแมวที่บ้านกำลังมีอาการท้องผูกหรือไม่ ลองดูอาการดังต่อไปนี้ ซึ่งถ้ากำลังเกิดขึ้นกับแมวของคุณต้องรีบพาไปพบสัตวแพทย์ทันที คือ

    • ไม่ขับถ่ายติดต่อกันตั้งแต่ 2 วันขึ้นไป โดยเฉพาะการถ่ายหนัก
    • เมื่อเข้ากระบะทรายแล้วมีการเบ่งอยู่นาน
    • เข้ากระบะทรายบ่อยครั้งแล้วมีการถ่ายอุจจาระออกมาเป็นก้อนแข็งเพียงแค่ 1-2 ก้อนต่อรอบ จึงทำให้แมวต้องเข้ากระบะถี่ขึ้น
    • มีอาการกระวนกระวายและหงุดหงิดง่าย
    • ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด เพราะมีอาการปวดท้องหนักขึ้น
    • สำหรับแมวบางตัวอาจมีอาการถ่ายเหลวร่วมด้วย แต่ถ่ายออกมาเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น
    • มีอาการอาเจียนและน้ำลายไหลตลอดเวลา
    • อุจจาระมีความแข็งและเหม็นมากผิดปกติ
    • มีอาการเบื่ออาหารและซึมลงอย่างเห็นได้ชัด
    • จมูกและเหงือกซีด
    • มีอาการขาดน้ำอย่างรุนแรง จนแมวบางตัวอาจมีอาการชักร่วมด้วย
    • มีอาการเพลียอย่างเห็นได้ชัด นอนหมดแรงตลอดทั้งวัน

แมวเป็นโรคท้องผูก ควรดูแลอย่างไร

เมื่อแมวเป็นโรคท้องผูก สิ่งที่คุณควรทำคือการดูแลอย่างใกล้ชิดด้วยวิธีต่อไปนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้อาการของโรครุนแรงมากขึ้น

    • ปรับเปลี่ยนอาหารให้มีไฟเบอร์และลดอาหารหนักลง รวมไปถึงการให้อาหารเปียกแทน เพื่อทำให้ย่อยง่ายและถ่ายได้ดีขึ้น
    • เลือกอาหารสูตรเฉพาะสำหรับแมวเป็นโรคท้องผูก ที่จะมีส่วนผสมถูกควบคุมมาแล้วอย่างเหมาะสม
    • ตั้งจุดภาชนะใส่น้ำให้มากขึ้น ทำความสะอาดภาชนะใส่น้ำและภาชนะใส่อาหารอยู่เสมอ เพื่อป้องกันการติดเชื้อเพิ่ม
    • ถ้าแมวไม่ยอมกินน้ำให้นำไซริงค์ดูดน้ำแล้วป้อนให้แมวตลอดทั้งวัน เพื่อทำให้แมวรู้สึกเคยชินมากขึ้น
    • กระตุ้นให้แมวออกกำลังกายอยู่เสมอ เพื่อทำให้ลำไส้เกิดการเคลื่อนที่มากขึ้น
    • สังเกตพฤติกรรมการขับถ่ายให้ดี ถ้าเมื่อใดแมวไม่ถ่ายหรือเริ่มมีอาการถ่ายแข็งติดต่อกัน 2 วัน ให้รีบพาไปพบสัตวแพทย์ทันที
    • ไม่ควรปล่อยให้มีของเล่นหรือวัสดุใด ๆ ที่เป็นชิ้นเล็กอยู่ในพื้นที่ของแมว เพราะอาจทำให้เกิดการกลืนจนอุดตันลำไส้ได้
    • หวีขนแมวทุกวันเป็นประจำ เพื่อกำจัดขนที่หลุดร่วงออก จะช่วยป้องกันก้อนขนอุดตันในลำไส้ได้ดี
    • ถ้าพาไปพบสัตวแพทย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้คุณดูแลและให้ยาตามที่สัตวแพทย์สั่งอย่างตรงเวลา
    • ถ้าอาการหนักจนถึงขั้นต้องผ่าตัดลำไส้ คุณจะต้องดูแลแผลผ่าตัดให้มีความสะอาดอยู่เสมอและปฏิบัติตามสัตวแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

อาหารที่เหมาะสำหรับแมวที่เป็นโรคท้องผูก ควรเป็นอาหารแบบไหน ให้อาหารอะไรได้บ้าง

อาหารถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้แมวเกิดโรคท้องผูกได้ง่ายมากที่สุด ดังนั้นจึงควรต้องดูแลเรื่องนี้ให้ดีและเรื่องอาหารที่เหมาะสมต่อแมวเป็นโรคท้องผูกเท่านั้น แต่ถ้าคุณยังไม่รู้ว่าอาหารแบบใดที่จะช่วยทำให้การขับถ่ายของแมวเป็นไปอย่างคล่องตัว รักษาอาการได้ดี สามารถดูได้ดังต่อไปนี้

1.อาหารสูตรเฉพาะแมวท้องผูก

อาหารแมวสูตรเฉพาะสำหรับแมวเป็นท้องผูก จะมีทั้งแบบเม็ดและแบบอาหารเปียกให้คุณได้เลือกตามความชอบของแมว โดยอาหารเหล่านี้จะเน้นการผสมไฟเบอร์แบบละลายน้ำได้ดี มีไขมันกับโซเดียมต่ำ พร้อมให้สารอาหารที่เหมาะสมและเป็นสารอาหารที่ไม่หนักมากเกินไป ทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระและมีตัวช่วยเร่งการเผาผลาญ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงไว้ซึ่งความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ โดยจะเข้าไปกระตุ้นลำไส้ของแมว เพื่อทำให้การขับถ่ายมีความคล่องตัวมากขึ้น ทั้งยังมีคุณสมบัติในการทำให้ก้อนอุจจาระภายในลำไส้นิ่มลง จึงทำให้การขับถ่ายเป็นไปอย่างง่ายดายและบางสูตรอาจจะมีการ ผสมไซเลี่ยมที่จะเป็นตัวช่วยลดอาการท้องผูกได้อย่างรวดเร็ว

2.อาหารฟื้นฟู

อาหารสำหรับฟื้นฟูสุขภาพแมว ไม่ว่าจะเป็นโรคใดก็สามารถกินได้ เพราะจะเป็นตัวช่วยสำคัญในการฟื้นฟูอวัยวะภายในให้กลับมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เน้นโภชนาการสูงที่จะทำให้ทุกอวัยวะมีความแข็งแรงมากขึ้น พร้อมทำให้ระบบการย่อยอาหารและลำไส้ทำงานได้ดีมากขึ้น ลดสารอาหารที่ไม่จำเป็นต่อแมวและเป็นสารอันตรายลง แล้วเสริมสารอาหารที่มีประโยชน์สูงเข้าไป เพื่อทำให้สุขภาพของแมวแข็งแรงมากขึ้น


สิ่งที่ควรป้องกัน เพื่อไม่ให้แมวเป็นโรคท้องผูก

ถ้าคุณไม่อยากให้แมวสุดที่รักต้องเผชิญกับปัญหาอาการท้องผูก จนทำให้กระทบต่อสุขภาพโดยรวม คุณควรใช้วิธีการดูแลเพื่อการป้องกันดังต่อไปนี้

  • เลือกอาหารที่มีไฟเบอร์สูงและไม่ควรให้อาหารที่เป็นโปรตีนหนักมากจนเกินไป
  • ควรมีพื้นที่ในการวิ่งและการออกกำลังกายสำหรับแมวโดยเฉพาะ
  • ไม่ควรปล่อยให้แมวมีอาการเครียด เพราะอาจจะส่งผลต่อการขับถ่ายได้ด้วยเช่นกัน
  • จัดกระบะทรายไว้ให้แมวอย่างเหมาะสม ไม่ควรมีกระบะทรายน้อยเกินไป เพราะอาจทำให้แมวบางตัวรู้สึกไม่เป็นส่วนตัวและไม่ยอมเข้ากระบะทราย
  • ทำความสะอาดกระบะทรายอยู่เสมอ กระตุ้นให้แมวกินน้ำเรื่อย ๆ ตลอดทั้งวัน ด้วยการซื้อน้ำพุมาใช้เพื่อดึงดูดความสนใจหรือใช้ไซริงค์ดูดน้ำเพื่อป้อนน้ำและสร้างความเคยชินให้กับแมว
  • คอยสังเกตอาการให้ดีอยู่เสมอ ถ้าแมวเริ่มถ่ายไม่ออกเพียงแค่ 1-2 วัน ควรพาไปพบสัตวแพทย์ทันที

การป้องกันและการดูแลไม่ให้แมวเกิดอาการท้องผูกไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่คุณจะต้องใส่ใจและคอยสังเกตพฤติกรรมแมวของคุณเองให้ดี แต่ถ้าเกิดเหตุให้แมวต้องท้องผูกแล้วคุณควรดูแลเรื่องอาหารการกิน, ความสะอาด, การออกกำลังกาย และกระตุ้นให้แมวกินน้ำอยู่เสมอ เพื่อลดปัญหาท้องผูกที่อาจลุกลามไปสู่การผ่าตัดและการเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

ที่คนค้นหาเกี่ยวกับเนื้อหานี้ :